เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นางภัทราพรรณ เล็งวัฒนากิจ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา สช. ร่วมเวที “School Leaders Exchange 2026: Deep Readers, Future Thinkers อ่านลึก คิดไกล สร้างเด็กไทยที่ AI แทนไม่ได้” ครั้งที่ 4 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทนานมีบุ๊คส์ สมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้นำสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนแนวคิด แนวทางปฏิบัติ และประสบการณ์การสร้างวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียน ชู “การอ่าน” เป็นทักษะสำคัญของเด็กไทยในยุค AI พร้อมต่อยอดสู่การคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการรับมือโลกอนาคต โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และโรงเรียนรัฐและเอกชน เข้าร่วมกว่า 150 โรงเรียน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ อาคารนานมีบุ๊คส์เฮ้าส์ ซอยสุขุมวิท 31 กรุงเทพมหานคร
ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานครั้งนี้ และขอชื่นชมกลุ่มบริษัทนานมีบุ๊คส์ สมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน วิทยากร และภาคีทุกฝ่าย ที่ร่วมกันจัดเวทีอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 รวมถึง Dr. David Klett ที่เดินทางมาร่วมงานจากต่างประเทศ โดยสะท้อนว่าโจทย์เรื่องการสร้างนักอ่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของประเทศไทย แต่เป็นความท้าทายที่ระบบการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำโรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพราะ “อนาคตของเด็กไทยไม่ได้แบ่งตามสังกัด”
ปัจจุบันเด็กเติบโตท่ามกลางหน้าจอ สื่อเนื้อหาสั้น และ AI ที่สามารถให้คำตอบได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กจะ “รู้น้อยลง” แต่คือ “เด็กจะสงสัยน้อยลง” เพราะเมื่อคำตอบมาถึงก่อนที่คำถามจะก่อตัวเสร็จ เด็กอาจไม่มีโอกาสได้หยุดคิดและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต จึงเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้เด็กยุคใหม่มากกว่าในอดีต แต่เมื่อเครื่องมือตอบคำถามได้เร็วกว่ามนุษย์ คุณค่าของมนุษย์ย่อมย้ายที่ จากการเป็นผู้ที่รู้คำตอบ ไปสู่การเป็นผู้ที่รู้ว่าควรตั้งคำถามอะไร รู้ว่าคำตอบใดเชื่อถือได้ และรู้ว่าเมื่อใดควรคิดให้ช้าลง ปัญญาประดิษฐ์ตอบได้ทุกคำถาม แต่ไม่มีเครื่องมือใดตั้งคำถามแทนเด็กของเราได้
ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เด็กไทยที่ AI แทนไม่ได้” ไม่ใช่เด็กที่ต้องจดจำข้อมูลได้มากกว่า AI เพราะในเรื่องการจดจำมนุษย์ไม่สามารถแข่งขันกับเทคโนโลยีได้ แต่คือเด็กที่ อ่านได้ลึกพอที่จะแยกแยะสิ่งจริงและสิ่งลวง คิดได้ไกลพอที่จะมองเห็นผลที่จะตามมา และมีหัวใจมากพอที่จะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ทั้ง 3 สิ่งดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะ “การอ่าน” ซึ่งช่วยให้เด็กได้อยู่กับเรื่องหนึ่งนานพอที่จะทำความเข้าใจ เชื่อมโยง ตั้งคำถาม และสร้างความคิดของตนเอง
พร้อมเน้นย้ำว่า การพัฒนาทักษะการอ่าน ไม่ใช่หน้าที่ของครูภาษาไทยหรือครูบรรณารักษ์เพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้บริหารและครูทุกกลุ่มสาระ เนื่องจากเด็กต้องใช้การอ่านในการเรียนรู้ทุกวิชา ตั้งแต่การตีความโจทย์คณิตศาสตร์ การอ่านข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การอ่านข่าวและมุมมองที่หลากหลายในสังคมศึกษา ตลอดจนการอ่านและรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลในชีวิตประจำวัน
“การอ่านจึงไม่ใช่หนึ่งวิชาในตารางสอน แต่เป็นเครื่องมือที่เด็กใช้เรียนทุกวิชาในตารางนั้น ผู้บริหารจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้การอ่านกลายเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียน เชื่อมโยงครูทุกกลุ่มสาระ ห้องสมุด นักเรียน และครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน”
ดร.ลิณธิภรณ์ ได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญ คือ หนึ่ง ทำให้การอ่านเป็นวัฒนธรรมของทั้งโรงเรียน ไม่ใช่ภาระของครูคนใดคนหนึ่ง สอง ส่งเสริมให้เด็กอ่านเพื่อความสุขควบคู่กับการอ่านเพื่อการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกหนังสือที่สนใจ และพัฒนาห้องสมุดให้เป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ การสนทนา และการสร้างสรรค์ และ สาม ไม่เพิ่มภาระให้ครู แต่ช่วยให้ครูได้ใช้เวลากับสิ่งที่มีความหมายที่สุด โดยแต่ละโรงเรียนสามารถเลือก “ก้าวแรก” ที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
“เมื่อจบงานในวันนี้ ดิฉันไม่ขอให้ทุกท่านทำทุกอย่าง แต่ขอเพียงอย่างเดียว คือ ให้แต่ละโรงเรียนตัดสินใจ ก้าวแรก เพียงหนึ่งก้าว ที่เล็กพอจะเริ่มได้ภายในภาคเรียนนี้ และพอจะทำได้โดยไม่ต้องรอใคร เพราะโรงเรียนไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการมีแผนที่สมบูรณ์แบบ แต่เปลี่ยนแปลงเพราะมีคนกล้าลงมือทำก้าวแรก”
ทั้งนี้ ภายในงานมีการบรรยายเชิงนโยบายในหัวข้อ “ทำไมการอ่านถึงเป็นวาระสำคัญของโรงเรียนในยุค AI” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พร้อมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อ “Building Deep Readers” จากกรณีศึกษาต่างประเทศ โดย Dr. David Klett กรรมการบริหาร Ernst Klett AG / Klett Group รวมถึงกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้บริหาร ครู และโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จด้านการส่งเสริมการอ่าน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ก้าวแรกสู่ความร่วมมือเพื่อสร้างสังคมแห่งการอ่าน” และการนำเสนอแนวทางจัดประสบการณ์การอ่านและการเรียนรู้ในห้องสมุดและห้องเรียน รวมถึงแนวทาง Nanmeebooks Reading Club เพื่อให้สถานศึกษาสามารถนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ได้รับไปปรับใช้ตามบริบทของแต่ละโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
ผชช.ภัทราพรรณ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้เรียนที่มีทักษะจำเป็นสำหรับโลกอนาคต โดยเฉพาะความสามารถในการอ่านอย่างเข้าใจ คิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันข้อมูล และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลและคำตอบได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด คือความสามารถของมนุษย์ในการทำความเข้าใจ ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และใช้วิจารณญาณ ดังนั้น ในยุคที่ AI สามารถค้นหาข้อมูลและให้คำตอบได้อย่างรวดเร็ว การอ่านกลับยิ่งมีความสำคัญ เพราะการอ่านที่ดีไม่ได้หมายถึงการอ่านออกหรืออ่านจบเท่านั้น แต่ต้องอ่านอย่างเข้าใจ สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และตั้งคำถามกับสิ่งที่อ่านได้ เด็กที่มีพื้นฐานการอ่านที่ดีจึงจะสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทัน
การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในสถานศึกษา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้บริหารและครู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการออกแบบสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้เรียน ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำเฉพาะในห้องเรียน พร้อมเน้นว่า การสร้าง “Deep Readers” คือการวางรากฐานให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ขณะที่การพัฒนา “Future Thinkers” คือการเตรียมเด็กให้พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลง สามารถคิดอย่างมีเหตุผล รู้เท่าทันข้อมูล และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ
“การส่งเสริมการอ่านต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาทักษะการคิด เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงให้เด็กอ่านหนังสือมากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็กอ่านแล้วคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และนำสิ่งที่อ่านไปต่อยอดได้ เวที School Leaders Exchange 2026 จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนได้เรียนรู้จากกันและกัน และนำแนวปฏิบัติที่ดีไปพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง” ผชช.ภัทราพรรณ กล่าว
ขอขอบคุณภาพจาก // บริษัท นานมีบุ๊คส์
นิชาดา บรรเด็จ // ข่าว
ประชาสัมพันธ์ สช.
#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec




เลขาธิการ กช. เปิดอบรมพัฒนาทักษะการประเมินโครงงาน ยกระดับเครือข่าย “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย”

