วันนี้ (26 สิงหาคม 2569) ดร.ชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (รองเลขาธิการ กช.) เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ที่จัดโดยสภาผู้แทนราษฎร ผ่านคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาแนวทางการบูรณาการข้อมูลสำหรับติดตามคนต่างด้าวและบุคคลที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 412 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา
ในการประชุม ดร.ชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองเลขาธิการ กช. ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ว่า สช. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลชาวต่างชาติในสถานศึกษาเอกชน โดยมุ่งพัฒนาระบบสารสนเทศให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย รวมถึงการจัดเก็บ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลของนักเรียน ครู และบุคลากรต่างชาติในสถานศึกษาเอกชน ตลอดจนโรงเรียนนานาชาติอย่างเป็นระบบ
“สช. ให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลชาวต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้พัฒนาระบบการจัดการข้อมูลชาวต่างประเทศในโรงเรียนเอกชน หรือ PFS ควบคู่กับระบบ Single Sign-On (SSO) ซึ่งยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD เพื่อเพิ่มความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งนี้ สช. พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับกระบวนการคัดกรองและติดตามบุคคลให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่ให้สถานศึกษาถูกใช้เป็นช่องว่างของระบบ” ดร.ชัยพัฒน์ กล่าว
รองฯ ชัยพัฒน์ เปิดเผยว่า สช. ได้รายงานข้อมูลจำนวนนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นชาวต่างประเทศของโรงเรียนเอกชนที่อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงาน ระหว่างปี พ.ศ. 2568 - 2569 อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนบางแห่งที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ซึ่งยังมีความจำเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน อาทิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสารสนเทศใหม่ ตลอดจนข้อกำหนดของหน่วยงานด้านความมั่นคงและการตรวจสอบประวัติบุคคลที่ยังมีขั้นตอนเฉพาะตามกฎหมาย
พร้อมเน้นย้ำว่า สช. เตรียมเดินหน้าจัดทำ “มาตรการการจัดการชาวต่างชาติขององค์กร” ให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมผลักดันการใช้ e-Document ลดการใช้เอกสารและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน รวมทั้งศึกษาการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน API กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการจัดหางาน และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตลอดจนส่งเสริมการใช้ THIM App ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและบริหารจัดการข้อมูล
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานครั้งนี้ คือการพัฒนาระบบข้อมูลเดียว เชื่อมโยงหลายหน่วยงาน เพื่อให้ข้อมูลด้านการศึกษา ความมั่นคง การทำงาน และสถานะของบุคคลสามารถตรวจสอบประกอบกันได้อย่างเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อนของการยื่นเอกสาร และเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงานของสถานศึกษา ขณะเดียวกันยังต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
รองเลขาธิการ กช. กล่าวทิ้งท้ายว่า การยกระดับฐานข้อมูลชาวต่างชาติในสถานศึกษาเอกชน จึงเป็นทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ และเป็นการสร้างระบบการศึกษาเอกชนที่ปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีมาตรฐาน โดย สช. จะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง แรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองและติดตามข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“เป้าหมาย คือ ปิดช่องโหว่โดยไม่สร้างภาระแก่โรงเรียนและผู้ปฏิบัติงานที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครอง นักเรียน ครู และบุคลากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนให้สอดคล้องกับบริบทด้านความมั่นคงของประเทศในยุคที่ “ข้อมูล” กลายเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการและป้องกันความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย”
ขอขอบคุณภาพจาก // คณะทำงานหน้าห้องรองเลขาธิการ กช.
นิชาดา บรรเด็จ // ข่าว
ประชาสัมพันธ์ สช.
#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec




เลขาธิการ กช. เปิดอบรมพัฒนาทักษะการประเมินโครงงาน ยกระดับเครือข่าย “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย”

