Black bow

สช. ร่วมคณะ รมว.–รมช. ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู 5 นโยบาย “All for Education” ปักหมุดปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู ลดเหลื่อมล้ำ สร้างเด็กพร้อมรับมือโลกอนาคต

22 ส.ค. 69 เวลา 20:00 น.17 ครั้งพิมพ์
นิชาดา บรรเด็จ
กลุ่มเลขานุการกรม

วันนี้ (22สิงหาคม 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีพร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่นสันเทียะ ปลัด ศธ. นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่ เพื่อติดตามการจัดการลศึกษา รับฟังเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด “All for Education” หรือ “ทุกฝ่ายเพื่อการศึกษา” มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้เด็กไทยก้าวทันโลก ณ จังหวัดกาญจนบุรี

 

ในช่วงเช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ณ โรงเรียนท่ามะกาวิทยาคม 

รมว.ศธ. เปิดเผยว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพื้นที่มีความพิเศษ มีศักยภาพและมีความหลากหลายทางการศึกษา อีกทั้งเป็นหนึ่งในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและครูสามารถคิดใหม่ ทำใหม่ และออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งขับเคลื่อนการศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่าน 5 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1) คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้เด็ก โดยเตรียมเปิดตัว Super App “EDU PASS” เพื่อรวมฐานข้อมูลและลดภาระงานด้านเอกสาร พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ E-Office และปรับลดตัวชี้วัดที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูสามารถกลับไปทำหน้าที่สำคัญ คือการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่

2) ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น เดินหน้าโครงการ Thailand Zero Dropout เพื่อดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ยกระดับทุน ODOS รวมถึงการจัดทำครัวกลาง (Cloud Kitchen) เพื่อช่วยลดภาระครูจากงานที่ไม่ใช่ภารกิจด้านการเรียนการสอน

3) ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง มุ่งพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน STEM ในสายสามัญ และการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความถนัดของตนเอง มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถก้าวเข้าสู่โลกการทำงานได้อย่างมั่นใจ

4) สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนและครูทั้งภายในสถานศึกษา การเดินทาง และกิจกรรมนอกสถานที่ พร้อมผลักดันพระราชบัญญัติความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมถึงกำหนดมาตรการเพื่อดูแลสวัสดิภาพของครูและนักเรียนให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

และ 5) สร้างการศึกษายุคใหม่และ AI Framework โดยเดินหน้าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2570 ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของการศึกษาในรอบกว่า 20 ปี เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี พร้อมจัดทำ AI Framework เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่ครูและผู้เรียน

 

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ เดินทางไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เพื่อรับฟังปัญหาและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู พร้อมมอบนโยบายในการช่วยเหลือครูที่ประสบปัญหาด้านการเงิน

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับจาก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรีมีแนวทางการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่ประสบความสำเร็จ และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นต้นแบบให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในพื้นที่อื่น ๆ ได้ จึงเตรียมนำ “กาญจนบุรีโมเดล” มาปรับใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในระดับประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและคืนความสุขให้แก่ครู

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน จะเน้นการบูรณาการการบริหารจัดการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถาบันการเงิน โดยมีมาตรการสำคัญ อาทิ การประสานความร่วมมือกับธนาคารออมสินเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ช.พ.ค. เหลือร้อยละ 3.5 ต่อปี จากเดิมประมาณร้อยละ 6–7 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการผ่อนชำระและผ่อนคลายภาระทางการเงินของครู

รวมถึงเร่งหาแหล่งเงินกู้ Soft Loan อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาใช้รีไฟแนนซ์ เพื่อลดดอกเบี้ยสหกรณ์เหลือต่ำกว่าร้อยละ 4 ถือเป็นการปกป้องรายได้และช่วยเหลือกลุ่มวิกฤต โดยกำหนดหลักการให้ครูมีเงินคงเหลือเพื่อการดำรงชีพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน พร้อมผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อคืนสิทธิและปลดล็อกข้อจำกัดให้แก่ครูที่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและรับราชการได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการรวมหนี้และจัดตั้งสหกรณ์กลาง โดยรวบรวมข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูจากสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ ณ จุดเดียว พร้อมเตรียมหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการลดภาระหนี้สินของครู ช่วยให้ครูหลุดพ้นจากความทุกข์ด้านหนี้สิน มีความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ


ช่วงบ่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านหนองกระทุ่ม เพื่อหารือแนวทางการผลักดันโรงเรียนคุณภาพ โดยได้กล่าวชื่นชมการบริหารจัดการพื้นที่และการจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่มีความเป็นระเบียบ เหมาะสม และเอื้อต่อการเรียนรู้ ถือเป็นสถานศึกษาที่มีความพร้อมและน่าเรียนสำหรับผู้เรียนทุกคน

รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ขอชื่นชมการบริหารจัดการโรงเรียนที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด สภาพแวดล้อมเหมาะสมแก่การเรียนรู้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับดีมาก โดยสะท้อนจากคะแนน RT ที่สูงถึง 85.5 คะแนน และคะแนน NT ที่ 73.31 คะแนน ซึ่งแสดงถึงพื้นฐานการอ่านที่เข้มแข็ง เพราะการส่งเสริมเทคนิคการเรียนรู้แบบ "อ่านเพื่อเข้าใจ" นั้น ยั่งยืนกว่าการ "อ่านเพื่อจำ"

ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ของโรงเรียนบ้านหนองกระทุ่ม ศธ. เล็งเห็นว่า สามารถยกระดับเป็น "โรงเรียนคุณภาพ" ได้ โดยตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการแบ่งปันทรัพยากร ทั้งด้านครูผู้สอนและการจัดการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนเครือข่ายขนาดเล็กและขนาดกลางอีก 8 แห่งในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงความจำเป็นในการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่วงเงินงบประมาณ 28 ล้านบาท ซึ่งมีความสำคัญต่อการรองรับการเป็นโรงเรียนคุณภาพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนในท้องถิ่นได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพและสร้างความเจริญให้แก่ชุมชนอีกด้วย

นอกจากนั้นยังเน้นย้ำถึง นโยบาย "โรงเรียนปลอดภัย" โดย ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของสถานศึกษาทุกแห่งในจังหวัดกาญจนบุรี และทั่วประเทศ เพื่อให้ครูและนักเรียนมีสมาธิในการเรียนการสอนอย่างมั่นใจ พร้อมนำนโยบาย ศธ. ไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยอาศัยความร่วมมืออันแข็งแกร่งตามกลไก "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน) ร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขยายโอกาสทางการศึกษาเพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ เดินทางไปยังโรงเรียนวิสุทธรังษี เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและ AI มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถานศึกษา

รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็น “กระทรวงแห่งความรู้” มีภารกิจสำคัญในการสร้างและพัฒนาคนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต โดยเฉพาะ ทักษะดิจิทัลและ AI ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ทั้งครูและนักเรียนต้องมี เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การศึกษาต่อ การทำงาน และการแข่งขันในระดับนานาชาติ

การลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีครั้งนี้ ได้ติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษาใน 4 จุดสำคัญ ทั้งด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ และการยกระดับทักษะดิจิทัล โดยพบว่าโรงเรียนในพื้นที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ ดิจิทัล และ AI ซึ่งควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งต้องเพิ่มโอกาสให้เด็กต่างจังหวัดเข้าถึงการพัฒนาศักยภาพและเวทีการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

พร้อมเน้นย้ำว่า สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นหนึ่งใน 5 จังหวัดที่มีครูได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัลมากที่สุด ตามกรอบ Digital Competency ของ สพฐ. ซึ่งแบ่งการพัฒนาออกเป็น 7 ระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ระดับประยุกต์ จนถึงระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของบุคลากรในพื้นที่ ดังนั้น ศธ. จึงเดินหน้าแนวคิด “AI First” เพื่อพัฒนาทักษะ AI ของทั้งครูและผู้เรียน โดยเตรียมประกาศกรอบการพัฒนาก่อนสิ้นปี 2569 พร้อมรับข้อเสนอจากสถานศึกษาในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ทั้งเรื่องทักษะครู ภาระงาน อินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอ โดยขอให้หน่วยงานในกำกับ อาทิ สพฐ. สช. อาชีวะ สกร. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน รวมถึงสนับสนุนระบบ Digital Working เพื่อลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู

"ทั้งหมดนี้มุ่งสู่เป้าหมายสำคัญ คือ พัฒนาครูให้พร้อม พัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพ และพัฒนาเด็กไทยให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต โดยไม่ทิ้งเด็กในพื้นที่ต่างจังหวัดไว้ข้างหลัง โดย ศธ. พร้อมจะนำข้อเสนอไปดำเนินการต่อ ทั้งการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของแต่ละคน พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และทรัพยากรที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน รวมถึงส่งเสริมระบบ AI Coaching และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน เพื่อพัฒนาครูให้มีทักษะในระดับสูงขึ้น และชื่นชมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฮาร์บิน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน AI และเห็นว่าการพัฒนาทักษะ AI เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกอนาคต" 

 

ฐิติวัจน์ ชัยกิมานนท์ // ภาพ
นิชาดา บรรเด็จ // ข่าว
ประชาสัมพันธ์ สช.

#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec

รายการกิจกรรมผู้บริหารอื่นๆ