วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเสวนาเชิงนโยบายระดับสูงระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ในหัวข้อ “การศึกษาเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2030 และอนาคต: การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงในเศรษฐกิจใหม่” โดยมี ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.นิติ นาชิต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจาก World Economic Forum และ World Bank ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา องค์การระหว่างประเทศ และนักวิชาการ เข้าร่วม ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร
การประชุมครั้งนี้มุ่งเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา นักวิชาการ และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาและทุนมนุษย์ของประเทศไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในอนาคต โดยเชื่อมโยงการจัดการศึกษา การพัฒนาทักษะและสมรรถนะของกำลังคน การเพิ่มผลิตภาพ และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาในระดับนานาชาติ (Global Partnership) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มาตรฐานสากล ข้อมูลเชิงประจักษ์ และประสบการณ์จากนานาประเทศ อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์และพัฒนานโยบายการศึกษาที่ตอบสนองต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ
โอกาสนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การศึกษาในฐานะยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยสำหรับปี ค.ศ. 2030 และอนาคต” โดยนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาการศึกษาไทยให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศภายในปี 2030 มุ่งสร้างคนไทยให้ “พร้อมทำงาน พร้อมปรับตัว และพร้อมแข่งขันได้ตลอดชีวิต” พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับมุมมองจากการเห็นการศึกษาเป็นเพียงค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างประชากร และความต้องการทักษะรูปแบบใหม่ของตลาดแรงงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางการพัฒนากำลังคนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนสำคัญ 3 ประการ ภายใต้แนวคิด “ลงทุน – ใช้ข้อมูล – เริ่มทันที” โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ตั้งแต่ระดับปฐมวัย การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การพัฒนาทักษะดิจิทัล AI และทักษะอาชีพ ตลอดจนการใช้ข้อมูลและผลการวิจัยเป็นฐานในการกำหนดนโยบาย รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลด้านการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้การพัฒนาคนสามารถตอบสนองต่อบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวได้วางแนวทางดำเนินงานเป็น 3 ระยะ เริ่มจาก ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี 2027 มุ่งวางรากฐานและเร่งยกระดับทักษะพื้นฐานของผู้เรียน เชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลเข้ากับข้อมูลด้านทักษะและความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติให้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศ ระยะที่ 2 ปี 2028–2030 เป็นช่วงเร่งดำเนินงานและขยายผล โดยปรับปรุงหลักสูตรและระบบการวัดและประเมินผลให้มุ่งเน้นสมรรถนะของผู้เรียน การพัฒนาทักษะดิจิทัล AI และการคิดวิเคราะห์ ตลอดจนขยายรูปแบบการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง พร้อมผลักดันแนวคิด ASEAN Zero Dropout และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในระดับภูมิภาค และ ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป มุ่งพัฒนาระบบการศึกษาให้ก้าวสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเต็มรูปแบบ โดยส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และสะสมผลการเรียนรู้ เพื่อนำไปต่อยอดในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง
เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือกับ World Economic Forum ใน 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอนาคตของงานในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้วางแผนกำลังคนและพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การดำเนินงานวิจัยร่วมกันเพื่อค้นหาแนวทางพัฒนาทักษะกำลังคนที่สามารถนำไปปฏิบัติและเกิดผลได้จริง และการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจชั้นนำให้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ในสถานประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาและโลกแห่งการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมีปาฐกถาพิเศษ จาก Mr. Sriram Gutta, Senior Director, Centre for the New Economy and Society, World Economic Forum ในหัวข้อ “การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงในเศรษฐกิจใหม่” โดยนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ ทักษะและขีดความสามารถที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะความสำคัญของทักษะที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric Skills) และการยกระดับทักษะของกำลังคนให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความก้าวหน้าของ AI จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการทำงานได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของกำลังคนในการเรียนรู้และปรับตัว หากสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างเหมาะสม AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสใหม่ในการประกอบอาชีพ
การประชุมยังจัดให้มีการเสวนาวิสัยทัศน์ระดับสูง (High-Level Vision Panel) ในหัวข้อ “การศึกษา เศรษฐกิจ และทุนมนุษย์: มุมมองสู่ปี ค.ศ. 2030 และอนาคต” โดยมี*ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางกมลทรรศน์ นลินทรางกูร กรรมการบริหารสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) Dr. Koji Miyamoto, Senior Economist, Education Global Practice, World Bank และ Mr. Attilio Di Battista, Director, Economic Growth and Transformation, World Economic Forum ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี Dr. Aarti Saihjee, Chief, Education and Early Childhood Development, UNICEF Thailand เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการปรับบทบาทของระบบการศึกษาไทยให้สามารถพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีทักษะและสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงการรับฟังมุมมองของภาคธุรกิจเกี่ยวกับคุณลักษณะและทักษะของกำลังคนที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ ตลอดจนแนวทางการลงทุนด้านทุนมนุษย์เพื่อเพิ่มผลิตภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
ช่วงท้ายของการประชุมเป็นการหารือเชิงนโยบายระดับสูงในหัวข้อ “การปรับบทบาทการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต” โดยเปิดโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารหน่วยงานด้านการศึกษา ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถของกำลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ ตลอดจนพิจารณาบทบาทและทิศทางของระบบการศึกษาในการสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงแนวทางความร่วมมือที่แต่ละภาคส่วนสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม


สช. ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายบังคม เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2569

