ย้ำ “One OPEC” มองภาพใหญ่ มุ่งผลลัพธ์ ใช้ AI–Big Data ขับเคลื่อนการศึกษาเอกชน
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เลขาธิการ กช. เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานและโครงการสำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ผู้อำนวยการกลุ่มงาน หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย และผู้บริหารสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้มีความเป็นเอกภาพ เชื่อมโยงภารกิจระหว่างหน่วยงาน และสอดคล้องกับนโยบายของเลขาธิการ กช. รวมทั้งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้เรียน โรงเรียนเอกชน และระบบการศึกษาไทย
เลขาธิการ กช. เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต้องเปลี่ยนจากการมองงานเป็นรายโครงการหรือรายกลุ่มงาน สู่การมองภาพใหญ่ของการศึกษาเอกชนทั้งระบบ โดยใช้แนวคิด Backward Design เริ่มต้นจากการกำหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน โรงเรียนเอกชน และประเทศ แล้วจึงออกแบบงาน โครงการ และกิจกรรมให้สามารถนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
มุ่งผลลัพธ์ สร้างคน และสร้าง Productivity ให้ประเทศ
เป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมโรงเรียนเอกชนให้สามารถผลิต “คนเก่ง คนดี และกำลังคนที่มีคุณภาพ” ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่ม Productivity และขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ
พร้อมกันนี้ ต้องสื่อสารให้สังคมและรัฐบาลเห็นอย่างชัดเจนว่า การศึกษาเอกชนเป็นพลังสำคัญในการร่วมผลิตกำลังคนของประเทศ มิใช่ภาระของรัฐ
ใช้ Big Data และ Digital Technology ช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนตรงจุด
เลขาธิการ กช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาฐานข้อมูลการศึกษาเอกชนให้เป็น Big Data ที่เชื่อมโยงกัน ให้ครอบคลุมทุกประเภทโรงเรียน เพื่อให้ สช. สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และ Pain Points ของโรงเรียน ได้อย่างแม่นยำ และนำข้อมูลไปใช้กำหนดมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด
โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเพื่อค้นหาโรงเรียนที่มีความเสี่ยงและเข้าไป “ประคับประคอง” ก่อนเกิดปัญหาหรือปิดตัว ขณะเดียวกันให้เร่งพัฒนาระบบงานสู่ Digital และ Real-time ทั้งด้านการบริหารจัดการ ฐานข้อมูล และการออกใบประกาศนียบัตร เพื่อลดขั้นตอน ลดภาระงาน
ปรับบทบาท สช. เป็น “เพื่อนคู่คิด” พร้อมสื่อสารเชิงรุก
เลขาธิการ กช. เน้นย้ำให้บุคลากร สช. ปรับบทบาทจากผู้ปฏิบัติงานตามภารกิจ มาเป็น “เพื่อนคู่คิด” ของโรงเรียนเอกชน โดยเข้าใจบริบทและข้อจำกัดของโรงเรียน สนับสนุนให้โรงเรียนสามารถปรับตัว สร้างจุดเด่น สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนกล้าเปลี่ยน โรงเรียนจะรอด”
ขณะเดียวกัน บุคลากร สช. ต้องพัฒนาทักษะการเป็น Storyteller สามารถนำจุดแข็ง นวัตกรรม และผลงานของโรงเรียนเอกชนออกไปสื่อสารกับสังคม ตลอดจนสร้างความร่วมมือและดึงทรัพยากรจากภาคีเครือข่ายมาร่วมพัฒนาการศึกษา โดยสื่อสารภายใต้แนวทาง “One OPEC” ให้มีเอกภาพ ผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น OPEC Talk, Facebook, TikTok และ YouTube
เร่ง Credit Bank เชื่อมการศึกษาเข้ากับทักษะอาชีพ
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือการเร่งรัดการดำเนินงาน ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ให้สามารถออกประกาศและจัดทำคู่มือได้ภายในไตรมาสที่ 1 พร้อมส่งเสริมการบูรณาการหลักสูตรกับทักษะอาชีพ โดยนำหลักสูตรระยะสั้น เช่น ช่างไฟฟ้า เบเกอรี่ และทักษะอาชีพอื่น ๆ มาพัฒนาเป็น “วิชาเพิ่มเติม” ในหลักสูตรของโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทั้งวุฒิการศึกษาและทักษะที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ โดยไม่เพิ่มภาระชั่วโมงเรียนเกินความจำเป็น
“One OPEC” ทำงานเป็นทีม พัฒนาคน และสร้าง Impact ร่วมกัน
เลขาธิการ กช. ย้ำว่า ทุกกลุ่มงานต้องทำงานเป็นทีม ไม่แยกส่วน โดยบูรณาการภารกิจและทรัพยากรร่วมกัน เช่น การจัดทำคู่มือเรื่องร้องเรียนให้ครอบคลุมโรงเรียนทุกประเภท หรือการจัดกิจกรรมมอบรางวัลและมหกรรมวิชาการร่วมกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) ในวงกว้าง
พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับ การพัฒนาบุคลากรและการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ได้แสดงศักยภาพ มีโอกาสนำเสนอผลงานและสื่อสารกับสังคม เพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กลุ่มงานนโยบายและแผนจะรวบรวมข้อเสนอแนะและประเด็นสำคัญจากการประชุม เพื่อนำไปใช้เป็นกรอบในการปรับปรุงรายละเอียดงาน/โครงการ/กิจกรรม ให้มีความสอดคล้อง เชื่อมโยง และตอบโจทย์ผลลัพธ์ที่ต้องการ ก่อนนำเสนอเลขาธิการ กช. พิจารณาอนุมัติ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของ สช. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้เรียน โรงเรียนเอกชน และระบบการศึกษาของประเทศต่อไป


ชาว สช. ร่วมต้อนรับ “ดร.นิติ นาชิต” นั่งเลขาธิการ กช. คนใหม่ ประกาศพลิกโฉมการศึกษาเอกชนไทย ชู 5 นโยบาย ขับเคลื่อนสู่องค์...


