Black bow

ศธ. ประกาศชัด!! ดัน TZD PLUS เป็นวาระชาติ มุ่งสู่ผู้นำโมเดลภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าปี 70 ประเทศไทยไร้เด็กตกหล่น

7 ก.ย. 69 เวลา 20:26 น.69 ครั้งพิมพ์
นิชาดา บรรเด็จ
กลุ่มเลขานุการกรม

วันนี้ (7 กันยายน 2569) ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (รองเลขาธิการ กช.) เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Flexible Learning Forum 2026: All for Education, Zero Dropout for Thailand สานพลังการศึกษาเพื่อปวงชนสู่ประเทศไทยไร้เด็กตกหล่น” โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมด้วย บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 400 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมบางกอก พาเลส เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร

 

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบแนวทางและย้ำเจตนารมณ์ให้ Thailand Zero Dropout ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2567 เดินหน้าจาก “นโยบาย” สู่ “การปฏิบัติจริง” ในทุกหน่วยงานและทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถนำเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้แล้วกว่า 400,000 คน ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี จากพลังความร่วมมือของ 11 หน่วยงานภาคี ขณะเดียวกันคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับจังหวัด ได้จัดตั้งครบทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงขยายระบบOBEC Care ดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครอบคลุมแล้ว 28,549 โรงเรียนทั่วประเทศ และนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยในสถานศึกษาเดียวกัน ได้ขยายผลแล้ว 927 แห่ง ใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา

 

ปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนี้จะเดินหน้ายกระดับ Thailand Zero Dropout สู่ “TZD PLUS” โดยมุ่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานภาคีอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้สามารถค้นหา ติดตาม ดูแล และส่งต่อเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยเป้าหมายสำคัญคือ ภายในปี 2570 ต้องไม่มีเด็กไทยคนใดหลุดออกจากระบบการเรียนรู้ โดยทุกหน่วยงานต้องเปลี่ยนบทบาทจากการทำงานแบบแยกส่วน สู่การเป็น “ผู้นำร่วม” ที่แบ่งปันข้อมูล ทรัพยากร องค์ความรู้ และความสำเร็จ เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่เข้าถึงเด็กทุกคนอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ Thailand Zero Dropout ยังเชื่อมโยงกับ 5 นโยบายหลักของ ศธ. ทั้งการคืนเวลาให้ครู การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมสู่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

 

โดยการประชุมครั้งนี้ยังได้ประกาศ “7 Goals for 2027” เพื่อเป็นกรอบขับเคลื่อน Flexible Learning และ Thailand Zero Dropout ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

Goal 1 ส่งเสริมโรงเรียน 3 รูปแบบ และการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น

Goal 2 พัฒนาระบบข้อมูลหน่วยจัดการศึกษาและข้อมูลผู้เรียน เพื่อจัดสรรทรัพยากรได้ตรงกับความต้องการ

Goal 3 ผลักดัน Credit Bank และการรับรองคุณวุฒิให้เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ เปิดโอกาสให้เรียนควบคู่กับการประกอบอาชีพ ยกระดับรายได้ครัวเรือน

Goal 4 สอศ. ร่วมกับกระทรวงแรงงาน จัดทำหลักเกณฑ์จูงใจภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัด Learn to Earn เพื่อสร้างเส้นทางสู่อาชีพที่มั่นคง

Goal 5 สกร. เชื่อมโยงและขยายผลตำบลต้นแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่าน Mobile School ผู้ใหญ่ใจดีในชุมชน และรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่

Goal 6 ปลดล็อกกฎ ระเบียบ และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อสร้างความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน

Goal 7 ยกระดับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ให้เป็น Hub ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ และเทียบโอนวุฒิสำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา

 

นายสุเทพ เปิดเผยว่า การผลักดัน Flexible Learning ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา แต่คือการสร้าง “นวัตกรรมทางสังคม” ที่จะเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยให้สามารถตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง พร้อมเสริมสร้าง Mental Resilience ให้เด็กและเยาวชนมีภูมิคุ้มกันทางใจ สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ จากการที่ รมว.ศธ. ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ “ASEAN Zero Dropout” บนเวทีอาเซียน และโมเดล Thailand Zero Dropout ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับตัวเองจาก “ผู้แก้ปัญหา” สู่ “ผู้สร้างและแบ่งปันโมเดล” ทั้งระบบฐานข้อมูลและนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะในปี 2571 ที่ประเทศไทยจะทำหน้าที่ประธานอาเซียน ศธ. เตรียมผลักดันวาระ “ASEAN Zero Dropout 2030” ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และเป็นต้นแบบการสร้างระบบการศึกษาเพื่อคนทุกคนของภูมิภาค

 

ดังนั้น “All for Education” คือการจับมือกันของทุกหน่วยงาน ทุกพื้นที่ และทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนมีที่ยืนในระบบการเรียนรู้ และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พร้อมย้ำว่าเป้าหมายใหญ่ของประเทศไทยในปี 2570 คือ “Zero Dropout” อย่างแท้จริง

 

ด้าน ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการ กช. ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่า สช. ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของ ศธ. ในการขยายโอกาสทางการศึกษาและสร้างทางเลือกการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะการสนับสนุนการจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ให้ภาคเอกชนและชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และช่วยเชื่อมเด็กที่อยู่นอกระบบกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทชีวิต ซึ่งสอดรับกับการขับเคลื่อน Flexible Learning ที่เปิดกว้างให้ผู้เรียนสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ได้มากขึ้น ทั้งการเรียนในระบบ นอกระบบ การเรียนรู้ตามอัธยาศัย ตลอดจนการเรียนควบคู่กับการประกอบอาชีพ โดยมี Credit Bank เป็นกลไกสำคัญในการเทียบโอนผลการเรียนรู้ ประสบการณ์ และทักษะจากการทำงานไปสู่คุณวุฒิทางการศึกษา พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการสร้างรายได้ สร้างทักษะอาชีพ และมีหลักประกันในการก้าวสู่อนาคต

 

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวและภาพจาก // ศธ. 360 องศา

นิชาดา บรรเด็จ // ข่าว

ประชาสัมพันธ์ สช.

 

#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec

รายการกิจกรรมผู้บริหารอื่นๆ