Black bow

สช. ร่วมคณะ “รมว.ประเสริฐ” ลงใต้ มอบนโยบายการศึกษา 5 จชต. ชู “การศึกษา” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนทั่วประเทศ

1 ก.ย. 69 เวลา 10:09 น.38 ครั้งพิมพ์
นิชาดา บรรเด็จ
กลุ่มเลขานุการกรม

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 14.20 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล นโยบายการศึกษา และข้อสั่งการ จากผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารการศึกษาและสถานศึกษา สังกัด สพฐ. สอศ. สกร. ศธภ./ศธจ. รวมถึงผู้บริหาร สช.จังหวัด และ สช.อำเภอ กว่า 400 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหอประชุมราชาวดี โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา

 

รมว.ศธ. กล่าวว่า พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงต้องใช้ “การศึกษา” เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนและพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของแต่ละจังหวัด พร้อมขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และ 4 องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันบูรณาการการทำงานเพื่อเชื่อมโยงและส่งต่อผู้เรียนอย่างเป็นระบบและเป็นเอกภาพ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงวัยทำงาน

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ รมว.ศธ. เน้นย้ำ คือ การยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยให้ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่

1. ภัยภายในรั้วโรงเรียน ทั้งเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากร

2. ภัยภายนอกรั้วโรงเรียนหรือภัยคุกคามจากสภาพแวดล้อมรอบสถานศึกษา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง

3. ภัยทางไซเบอร์ อาทิ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) ข่าวปลอม รวมถึงภาพหรือเนื้อหาที่สร้างและตัดต่อด้วย AI ซึ่งอาจกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง

 

รมว.ศธ. เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ศึกษาแนวทางจากต่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการกำกับการใช้สมาร์ตโฟนและการจำกัดอายุการเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงแนวทางการกำหนดการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อผู้เรียน ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้ง ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย พร้อมออกประกาศด้านความปลอดภัย และเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติเขตความปลอดภัยในสถานศึกษาให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ตลอดจนเปิดช่องทาง “Traffy Edu” สำหรับรับแจ้งเหตุและประสานการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

 

ในส่วนของการส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนเอกชน กระทรวงศึกษาธิการเตรียมปรับโอนเงินช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนก่อนสิ้นปีงบประมาณ จำนวนประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อดูแลนักเรียนและผู้ได้รับผลกระทบกว่า 30,000 คน รวมถึงรับข้อเสนอเกี่ยวกับการขยายสิทธิการเบิกจ่ายสวัสดิการด้านการแพทย์และสถานพยาบาลให้แก่บุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างหลักประกันและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

 

พร้อมฝากถึงสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งโอกาส เปิดเวทีให้ผู้เรียนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง มีทักษะที่หลากหลาย สามารถคิดวิเคราะห์ สื่อสาร และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคต โดยย้ำว่า “ความปลอดภัย” ต้องเป็นวาระสำคัญของทุกสถานศึกษา ครอบคลุมทั้งภัยภายใน ภัยภายนอก และภัยไซเบอร์ เพื่อให้เด็ก ครู และบุคลากรทางการศึกษา สามารถเรียนและทำงานได้อย่างมั่นใจในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

 

“ขอชื่นชมโรงเรียนที่มีแผนและให้ความสำคัญกับการซักซ้อมแผนรับมือภัยต่าง ๆ ทั้งในและนอกโรงเรียน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ปกครอง ในการเฝ้าระวัง คัดกรองสุขภาพกายและจิตใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครอง และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

 

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวและภาพจาก // หน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ

 

#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec

รายการกิจกรรมผู้บริหารอื่นๆ