วันนี้ (5 มิถุนายน 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ “ยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดนครราชสีมาสู่อนาคตแห่งโอกาส” Korat Next-Gen All For Education พร้อมติดตามการขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ตลอดจน คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังข้อเสนอและความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ผ่านเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะ “ล่างขึ้นบน” และจะนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในอนาคต ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาจะเป็นพื้นที่นำร่องในการขับเคลื่อน “Education Sandbox” โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการศึกษาเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคสังคม ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำคัญในการศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน และพัฒนาเป็นโมเดลยกระดับคุณภาพการศึกษา ก่อนจะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศต่อไป
รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการลดภาระครู โดยเฉพาะภาระด้านเอกสารและโครงการที่ซ้ำซ้อน โครงการใดที่ไม่จำเป็นควรยกเลิก ส่วนโครงการที่ยังจำเป็นแต่มีภาระเอกสารจำนวนมาก จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ขณะเดียวกันยังส่งเสริมการบูรณาการงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น โครงการอาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งต้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องการพัฒนาระบบครัวกลางที่ช่วยให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
สำหรับนโยบาย 5 ด้านของกระทรวงศึกษาธิการ หลายเรื่องได้เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ การลดภาระครู การดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา และการพัฒนาระบบการเรียนรู้สู่โลกแห่งความเป็นจริง ส่วนประเด็นเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาซึ่งยังมีจำนวนกว่า 10,000 คน ได้กำชับทุกหน่วยงานเร่งติดตามและดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้มากที่สุด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังเดินหน้าลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยผ่อนปรนระเบียบเครื่องแบบนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนสวมชุดพละมาเรียนได้ และปรับรูปแบบเครื่องแบบลูกเสือให้เหลือเฉพาะหมวกและผ้าพันคอ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รมว.ศธ. ได้ตรวจเยี่ยม 3 สถานศึกษา ประกอบด้วย โรงเรียนวัดสุทธจินดา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวนครราชสีมา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และโรงเรียนบ้านหนองเป็ดน้ำ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ จากการลงพื้นที่พบว่า หลายโรงเรียนยังประสบปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรทางการศึกษา เช่น อาคารเรียนที่มีอายุกว่า 45 ปี หลังคารั่ว เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย รวมถึงการขาดแคลนอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยเฉพาะโรงเรียนวัดสุทธจินดาที่มีนักเรียนหลายร้อยคน แต่มีคอมพิวเตอร์สำหรับการเรียนรู้เพียงไม่กี่เครื่อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทการศึกษาในยุคดิจิทัล
ขณะเดียวกัน โรงเรียนวัดสุทธจินดายังเป็นตัวอย่างของการสร้างโอกาสทางการศึกษาภายใต้โครงการ Thailand Zero Dropout รองรับเด็กด้อยโอกาสจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่วนวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวนครราชสีมาเป็นต้นแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิเศษควบคู่กับการพัฒนาทักษะอาชีพ จนผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้จริง แม้ยังมีข้อจำกัดด้านอาคารพักนักเรียนที่ต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม สำหรับแนวคิดการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก รมว.ศธ. ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายยุบโรงเรียนใด แต่ต้องการยกระดับให้ทุกตำบลมี “โรงเรียนคุณภาพ” ที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร อาคารสถานที่ และระบบรับส่งนักเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองเลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง
“การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นสภาพปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของสถานศึกษา การเรียนในห้องทำให้เรารู้ การออกมาดูทำให้เราเห็น เมื่อได้เห็นสภาพจริงแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปกำหนดแนวทางช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ เพื่อให้เกิดโรงเรียนคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็กไทยทุกคน” รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลข่าวจากหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ
#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec





สช. ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ศธ. สร้างพลังเครือข่ายเข้มแข็งเพื่อพัฒนาการศึกษาเอกชนในพื้นที่ จ.พะเยา

