“รมว.ประเสริฐ” เปิดงานและมอบรางวัลการศึกษาเอกชนนอกระบบ ครั้งที่ 8 พ.ศ.2569
ย้ำ “การศึกษาเอกชน คือ หุ้นส่วนที่ร่วมกันจัดการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพให้พร้อมแข่งขันได้ในระดับสากล : ภายใต้หลักการ All for Education”
.
31 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัลในกิจกรรมโครงการส่งเสริมสนับสนุน สร้างขวัญกำลังใจ ผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน โรงเรียนเอกชนนอกระบบ ทุกประเภท ทั่วประเทศ ครั้งที่ 8 ประจำปี 2569 โดยมี นายนิติ นาชิต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกขน (เลขาธิการ กช.) นายชัยพัฒน์ พันธ์วัฒนสกุล รองเลขาธิการ กช. นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายพรชัย พิศาลสิษฐ์กุล นายกสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ (ประเทศไทย) พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ครู บุคลาการทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเอกชนนอกระบบ เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
.
นายประเสริฐ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัล ทั้งผู้นำต้นแบบองค์กรทางการศึกษา สถานศึกษา ผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียนดีเด่น ทุกรางวัลในวันนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศของการศึกษาเอกชนนอกระบบ และเป็นหลักฐานว่า “การศึกษาเอกชน คือ หุ้นส่วนของภาครัฐที่ร่วมกันจัดการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพให้พร้อมแข่งขันได้ในระดับสากล : ภายใต้หลักการ All for Education”
.
การศึกษานอกเอกชนนอกระบบมีจุดแข็งที่แตกต่างกับโรงเรียนในระบบ คือ ความยืดหยุ่นของหลักสูตร จัดการเรียนการสอนในระยะสั้น ๆ แต่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว เข้าใจความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน โรงเรียนเอกชนนอกระบบจึงเป็นกำลังสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นโอกาสที่สองของผู้ที่หลุดจากระบบการศึกษา ตรงตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ว่า “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
.
ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนนอกระบบ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มาอย่างต่อเนื่อง จึงขอวางทิศทางการทำงานร่วมกัน จำนวน 3 เรื่อง
.
เรื่องแรก คือ การปลดล็อกอุปสรรค โดยขอให้ สช. เร่งทบทวนระเบียบและเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน และนำระบบดิจิทัลมาลดขั้นตอนการขออนุญาตและการรายงาน โดยรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
เรื่องที่สอง คือ การทำให้ทุกการเรียนรู้มีคุณค่า โดยเชื่อมหลักสูตรระยะสั้น เข้ากับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ ให้ผู้เรียนสะสมและเทียบโอนการเรียนรู้ในระบบธนาคารหน่วยกิต นำไปสู่คุณวุฒิและอาชีพได้จริง ภายใต้ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นไร้รอยต่อ รวมทั้ง ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่ออกนอกระบบการศึกษาได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้งด้วยหลักสูตรการศึกษาเอกชนนอกระบบ อันจะเป็นการแก้ปัญหาตามนโยบาย TZD ต่อไป
.
และเรื่องที่สาม คือ การเติมทักษะแห่งอนาคต ทั้งภาษาต่างประเทศ ทักษะดิจิทัลและ AI และทักษะอาชีพ โดยทำงานร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกตำบล และสถานประกอบการ เพื่อออกแบบหลักสูตรที่ตรงกับงานจริง ตามนโยบายยกระดับ การเรียนรู้สู่การใช้ได้จริง
.
นอกจากนี้ การศึกษาเอกชนถือเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จึงขอให้โรงเรียนเอกชนทุกแห่งและผู้บริหารทุกท่านร่วมกันเป็นพลังในการพลักดันสถาปัตยกรรมการศึกษาใหม่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
ด้านนายนิติ นาชิต เลขาธิการ กช. กล่าวว่า จากนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายทั้ง 3 ประเด็นนั้น ทาง สช. ได้มีการนำไปขับเคลื่อนผ่าน “5 ยุทธศาสตร์การพลิกโฉมการศึกษาเอกชน ดังต่อไปนี้
.
ประเด็นการปลดล็อคอุปสรรค นำไปบูรณาการในยุทธศาสตร์ที่ 1 การพลิกโฉมการบริหารจัดการองค์กรที่เป็นเลิศและขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลอัจฉริยะ โดยได้มุ่งเน้นการบูรณาการระบบฐานข้อมูลกลางที่เป็นเอกภาพเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหาร รวมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษา และยกระดับการประกันคุณภาพที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นฐาน
.
ประเด็นการทำให้ทุกการเรียนรู้มีคุณค่าและการเติมทักษะแห่งอนาคต นำไปบูรณาการในยุทธศาสตร์ที่ 2 การพลิกโฉมนวัตกรรมการเรียนรู้และยกระดับทุนมนุษย์รองรับอนาคต ที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการศึกษาแบบไร้รอยต่อ (Seamless Education) ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) พัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) และส่งเสริมหลักสูตรฐานสมรรถนะเพื่อบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคต (AI, ดิจิทัล, พหุภาษาและทักษะ) พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันและสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้เรียน
.
นอกจากนี้ยังมียุทธศาสตร์อีก 3 ข้อที่จะนำไปสู่การพลิกโฉมการศึกษาเอกชน คือ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพลิกโฉมสมรรถนะวิชาชีพและสุขภาวะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มุ่งเน้นการธำรงรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพสูง ผ่านการพัฒนาระบบความมั่นคงและสวัสดิการที่แข่งขันได้ ยกระดับวิทยฐานะและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มกลาง ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดภาระงานธุรการ คืนเวลาให้ครูเพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียน
.
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพลิกโฉมการลงทุนและบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาอย่างยั่งยืน ที่มุ่งปฏิรูประบบการจัดสรรทรัพยากรและการอุดหนุนแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์และความจำเป็น (Outcome & Need-based Subsidies) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจทางภาษีเพื่อดึงดูดการร่วมลงทุนจากภาคเอกชน (PPPs) และสนับสนุนแหล่งทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
.
และยุทธศาสตร์ที่ 5 การพลิกโฉมระบบนิเวศการศึกษาเอกชน เครือข่ายความร่วมมือ และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศการศึกษาเอกชนที่เข้มแข็งผ่านการจับคู่ความร่วมมือทางวิชาการและการจ้างงาน การสร้างเครือข่ายโรงเรียนพี่เลี้ยง และการสื่อสารองค์กรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Trust) และยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์การศึกษาเอกชนไทยในระดับสากล
.
“สช. มุ่งมั่นนำทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพลิกโฉมการศึกษาเอกชนไทยให้มีคุณภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์อนาคต และสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมให้แก่ผู้เรียนทุกคน” เลขาธิการ กช. กล่าวทิ้งท้าย
.
ฐิติวัจน์ ชัยกิมานนท์ : ภาพ
ประกาย ศรีจันทึก : ข่าว
ประชาสัมพันธ์ สช.
.
#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec




สช. หนุนการศึกษาเอกชนนอกระบบพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านเทคโนโลยี ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่
