วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 9/2569 โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.นิติ นาชิต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการการเมือง และเจ้าหน้าที่จากองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหารือและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งการฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การกำหนดแผนงานและโครงการสำคัญประจำปี 2570 การขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ และการพัฒนาระบบบริหารราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการเร่งฟื้นฟูโรงเรียนและสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งมีจำนวนกว่า 1,336 แห่ง โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งสำรวจและสรุปมูลค่าความเสียหายให้ครอบคลุมทั้งอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์การเรียนการสอน ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ เพื่อดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลางสำหรับการซ่อมแซมและฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายให้สถานศึกษาสามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติและมีความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียน ควบคู่กับการเตรียมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในปี 2570 ซึ่งได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนงานและโครงการสำคัญ (Flagship) ที่สามารถดำเนินการและเห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะรวบรวมและสรุปแนวทางการดำเนินงานเพื่อประกาศเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
ในส่วนของความคืบหน้าการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งร่างกฎหมายไปยัง 18 กระทรวง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดกรอบระยะเวลาในการส่งความคิดเห็นกลับภายใน 15 วัน ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา เพื่อเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2569 ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายด้านการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและความเปลี่ยนแปลงของประเทศ ตลอดจนรองรับการพัฒนาระบบการศึกษาไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการยังเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ ระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ที่จะเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับ Edu-pass (Super App) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการและการประสานงานระหว่างหน่วยงานในสังกัด ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีแผนเปิดใช้งานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ อย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนมกราคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการทำงานดิจิทัลที่มีความคล่องตัวและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับความคืบหน้าการสรรหาผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ คุรุสภา และคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า กระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดชะงักแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีข้อห่วงใยและข้อท้วงติงในบางประเด็น จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเร่งพิจารณาทบทวนรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการสรรหาเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการสรรหาและได้ผู้ดำรงตำแหน่งทั้งสองแห่งภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
การประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้สะท้อนถึงการเร่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การเตรียมแผนงานสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในปี 2570 ตลอดจนการพัฒนากฎหมายและระบบบริหารจัดการให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาเอกชน จะมีส่วนสำคัญในการประสานและขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาเอกชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง


เลขาธิการ กช. ร่วมพิธีเปิดโรงเรียนนานาชาติ วิคคอมบ์ แอบบี้ แบงคอก