Black bow

ผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2569

10 ส.ค. 69 เวลา 17:30 น.240 ครั้งพิมพ์
น.ส.ประกาย ศรีจันทึก
กลุ่มเลขานุการกรม

ช่วงเช้าวันนี้ (10 สิงหาคม 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองเลขาธิการ กช.นายภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการ กช. นายศุภเสฏฐ์ คณากูล ประธานกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ผู้แทนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ กองทุนสงเคราะห์ และผู้แทนสมาคมจากภาคเอกชน เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมวิเวก ปางพุฒิพงศ์ อาคารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

 

โดยก่อนเริ่มการประชุม รมว.ศธ. ได้กล่าวแสดงความเสียใจ และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้  ขอฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเอกชน ตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษามาเป็นอันดับแรก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบในด้านความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาในภาพรวมของประเทศ

 

จากนั้น  ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่

 

1) พิจารณาแนวทางการให้สิทธิตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนในระบบ นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์

ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ที่กำหนดให้เฉพาะตำแหน่ง “ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา” เท่านั้น ที่มีหน้าที่และสิทธินำส่งเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ ส่งผลให้ตำแหน่งรองผู้อำนวยการของโรงเรียนในระบบ ไม่สามารถนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ได้นั้น

ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ สช. มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยและหาแนวทางแก้ไขคำนิยามหรือมาตรการเยียวยา และนำผลการหารือนำเสนอที่ประชุม กช. อีกครั้งหนึ่งในคราวต่อไป

 

2) พิจารณาการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชนชาวต่างชาติ นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์

ที่ผ่านมา สช. ได้รับแจ้งจากผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชน นานาชาติ กรณีครูและบุคลากรทางการศึกษาชาวต่างชาติบางรายและบางโรงเรียน มีความประสงค์จะนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากขัดต่อระเบียบของกองทุนฯ นั้น

          จากข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ครูชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักจะมีสัญญาจ้างและระยะเวลาการพำนักอยู่ในประเทศไทยเพียงระยะสั้น ๆ และส่วนใหญ่ต้องการเลือกรับสวัสดิการตามความสมัครใจมากกว่าการถูกบังคับหักเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ ประกอบกับเรื่องดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการเงินและงบประมาณของรัฐจำนวนมาก

ที่ประชุมจึงมีมติมอบหมายให้กองทุนสงเคราะห์ ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้านในทุกมิติ ตลอดจนจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครบถ้วน และนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชนพิจารณาต่อไป

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบการรายงานความคืบหน้าในอีกหลายประเด็น ได้แก่

·       รายงานสถานะของกองทุนสงเคราะห์

ที่ประชุมรับทราบการรายงานสถานะปัจจุบันของกองทุนสงเคราะห์ โดยผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์ได้รายงานสถานะงบรายรับ-รายจ่ายปัจจุบันของกองทุน และรายงานความคืบหน้าเรื่องโครงการเบิกจ่ายตรง (NCH) ว่ามีสถานพยาบาลของรัฐที่เข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 643 แห่ง ครอบคลุม 75 จังหวัด (ข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2569) ทั้งนี้ พบว่าจำนวนครูที่ดำเนินการเบิกจ่ายตรง คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.47% เท่านั้นจากจำนวนการเบิกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย เช่น ครูถูกปฏิเสธสิทธิการเบิกจ่ายตรง ระบบฐานข้อมูลไม่สมบูรณ์ และมีจำนวน รพ.ที่เข้าร่วมโครงการน้อย เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายกองทุนสงเคราะห์ และ สช. เร่งดำเนินการหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

 

·       รายงานความคืบหน้าของแผนพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน (ปีงบประมาณ 2570)

ปัจจุบัน สช. จึงได้จัดทำแผนพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน (ปีงบประมาณ 2570) ขึ้น เพื่อเป็นกรอบแนวทางสำหรับการพัฒนา ทบทวน ปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือประกาศต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อแสดงถึงทิศทางในการขับเคลื่อนการพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง เพื่อลดปัญหาอุปสรรคต่อการดำเนินกิจการของโรงเรียนเอกชน

 

·       รายงานแนวทางการช่วยเหลือเยียวยานักเรียนและโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

ตามที่ สช. ได้รับรายงานความเสียหายของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา สตูล ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปี 2568  และ รมว.ศธ. ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนที่ประสบภัยพิบัติ พ.ศ. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยประกาศฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรียบร้อยแล้วนั้น

สช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อกำหนดมาตรการหรือแนวทางเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่นักเรียนและโรงเรียนเอกชนที่ประสบภัยพิบัติ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวปฏิบัติในการสนับสนุนงบประมาณและพิจารณาคำของบประมาณเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่นักเรียนและโรงเรียนเอกชนที่ประสบภัยพิบัติแล้ว โดยคณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบมาตรการมาตรการช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบภัยพิบัติ เป็นเงินอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียน และเครื่องแบบนักเรียน จำนวน 56,551 คน วงเงินงบประมาณ 46,145,710 บาท และมีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบภัยพิบัติ โดยอุดหนุนเป็นค่าซ่อมแซมห้องเรียน ห้องประกอบ หรือสถานที่ที่ใช้สำหรับจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ได้แก่ งานหลังคา งานฝ้าเพดาน งานประตู งานหน้าต่างที่ได้รับความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด และครุภัณฑ์การศึกษาของโรงเรียน ได้แก่ โต๊ะ เก้าอี้ของครูและนักเรียน และเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 361 โรงเรียน วงเงินงบประมาณ 14,342,898 บาท

 

 ·       รายงานการออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง ให้ใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย สำหรับโรงเรียนในระบบ ประเภทนานาชาติ พ.ศ. 2569

 สช. ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง ให้ใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย สำหรับโรงเรียนในระบบ ประเภทนานาชาติ พ.ศ. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย สำหรับโรงเรียนในระบบ ประเภทนานาชาติ กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนวิชาภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย สำหรับนักเรียนชาวไทย และนักเรียนชาวต่างประเทศ ไว้ดังนี้

 สำหรับนักเรียนชาวไทย

-          ระดับก่อนประถมศึกษา ให้มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง/ปี

-          ระดับประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น ให้มีการจัดการเรียนการสอน ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมงต่อปี

-          ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เปิดสอน 4 ชั้นปี ให้มีการจัดการเรียนการสอน ไม่น้อยกว่า 600 ชั่วโมง และสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เปิดสอนน้อยกว่า 4 ชั้นปี ให้มีการจัดการเรียนการสอน ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมงต่อปี

 

สำหรับนักเรียนชาวต่างประเทศ

-          ระดับก่อนประถมศึกษา ให้มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง/ปี

-          ระดับประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น ให้มีการจัดการเรียนการสอน ไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง/ปี

-          ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้มีการจัดการเรียนการสอนเป็นวิชาเลือก

 

ทั้งนี้ เพื่อให้โรงเรียนนานาชาติสามารถบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา และส่งเสริม การจัดการเรียนรู้ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทยให้มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบท ความพร้อม และสอดคล้องกับจุดเน้นของสถานศึกษา สามารถพัฒนานักเรียนชาวไทยและนักเรียนชาวต่างประเทศให้มีความรู้ความเข้าใจภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยขอให้โรงเรียนนานาชาติจัดทำหรือปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาวิชาภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย ตามประกาศนี้ และขออนุญาตเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนในระบบให้แล้วเสร็จ ก่อนวันเปิดภาคเรียนที่หนึ่งของปีการศึกษา 2570

 

และ

·       รายงานการควบคุมกิจการของโรงเรียนที่ไม่ดำเนินกิจการโรงเรียนแล้ว ในกรุงเทพมหานคร

สช. ได้ดำเนินการติดตามและตรวจสอบกรณีโรงเรียนในระบบ ในกรุงเทพมหานคร ที่หยุดดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งปีการศึกษาที่ผ่านมาและปีการศึกษาต่อไป จากการรายงานการผลการดำเนินการกรณีโรงเรียนที่คาดว่าไม่มีการจัดการเรียนการสอนและไม่ดำเนินกิจการแล้ว จำนวน 22 โรง โดยแบ่งออกเป็น

1) โรงเรียนที่ไม่ดำเนินกิจการแล้ว จำนวน 18 โรงเรียน จำแนกเป็น 3 เงื่อนไข คือ

- โรงเรียนที่ปัจจุบันไม่มีการจัดการเรียนการสอนแล้ว ไม่มีสภาพเป็นโรงเรียน โดย สช. มีคำสั่งควบคุมกิจการแล้ว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลเกสร เขตดอนเมือง โรงเรียนอนุบาลปิยะพัฒนา เขตสายไหม โรงเรียนอนุบาลทอฝัน เขตหลักสี่ โรงเรียนอนุบาลรุ่งโรจน์รามอินทรา เขตลาดพร้าว โรงเรียนอนุบาลเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง โรงเรียนอนุบาลภัทรบุตร เขตบางกะปิ โรงเรียนอนุบาลวิมลทิพย์ เขตบางกะปิ โรงเรียนอนุบาลแก้วปัญญา เขตบางกะปิ โรงเรียนเลียงแสงทองอนุบาล เขตพระโขนง โรงเรียนอนุบาลทองอินทร์ เขตราชเทวี โรงเรียนอนุบาลนฤมล เขตพระโขนง และโรงเรียนอนุบาลหัศแก้ว เขตพญาไท

          - โรงเรียนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของกลุ่มงานทะเบียนในเรื่องหลักฐานการศึกษา จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนชาญวิทย์ เขตห้วยขวาง

- โรงเรียนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการดำเนินการควบคุมโรงเรียนและเพิกถอนในอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวรบุตรวิทยา เขตจตุจักร โรงเรียนศิลปะวัฒนา เขตสาทร โรงเรียนอนุบาลวัฒนี เขตภาษีเจริญ โรงเรียนเอกรินทร์วิทยา เขตบางซื่อ และโรงเรียนเทพปัญญา เขตพญาไท

 

และ 2) โรงเรียนที่ยื่นคำขอเลิกกิจการ และได้รับใบอนุญาตเลิกกิจการเรียบร้อยแล้ว จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลเด็กสากล เขตบางกะปิ  โรงเรียนอนุบาลมลิวัลย์ เขตยานนาวา โรงเรียนอนุบาลเสริมวิทย์ เขตบางขุนเทียน และโรงเรียนอนุบาลกุลบุตรวัฒนโรจน์ เขตตลิ่งชัน

 

ฐิติวัจน์ ชัยกิมานนท์ : ภาพ

ประกาย ศรีจันทึก : ข่าว

ประชาสัมพันธ์ สช.

 

#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec

รายการกิจกรรมผู้บริหารอื่นๆ