Black bow

รองเลขาธิการ กช. “ภิญญา” เร่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เปิดประชุมซักซ้อมการดำเนินการเกี่ยวกับเงินอุดหนุน รร.เอกชน (การศึกษาสงเคราะห์) ยึดความโปร่งใส มุ่งช่วยเหลือผู้เรียนตรงจุด

25 พ.ค. 69 เวลา 16:01 น.59 ครั้งพิมพ์
นิชาดา บรรเด็จ
กลุ่มเลขานุการกรม

บ่ายวันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) นายภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (รองเลขาธิการ กช.) เป็นประธานการประชุมซักซ้อมการดำเนินการเกี่ยวกับเงินอุดหนุนของโรงเรียนเอกชนที่จัดการเรียนการสอนในลักษณะการศึกษาสงเคราะห์ โดยมี นางทิพอร สุพรรณทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานกองทุนและสวัสดิการ และหัวหน้ากลุ่มอุดหนุน และเจ้าหน้าที่กลุ่มอุดหนุน กองทุนและสวัสดิการ สช. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวิเวก ปางพุฒิพงศ์ ชั้น 2 อาคาร สช. พร้อมด้วย ศึกษาธิการจังหวัดและผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนที่จัดการเรียนการสอนในลักษณะการศึกษาสงเคราะห์หรือผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินการด้านเงินอุดหนุนของโรงเรียน ทั้งในกรุงเทพและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting

 

นายภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการ กช. กล่าวว่า สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์) ซึ่งได้รับฟังประเด็นปัญหาเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ 8 ) พ.ศ. 2568 ที่กำหนดเกณฑ์รายได้ครัวเรือนต่ำเกินจริง และหากประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกตัดเงินอุดหนุน อีกทั้งโรงเรียนต้องแบกรับภาระดูแลนักเรียนรหัส G หรือนักเรียนที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งทางโรงเรียนไม่สามารถเรียกเก็บค่าเล่าเรียนจากผู้ปกครองได้ เพราะผิดต่อระเบียบของโรงเรียนการกุศล

 

โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้รับข้อสั่งการจาก รมช.ศธ. ให้รวบรวมข้อมูลเสนอ รมว.ศธ. และจะต้องได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน เพื่อไม่ให้ครูและเด็กในโรงเรียนการกุศลต้องรับผลกระทบอีกต่อไป สช. จึงเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด ทำให้มีการจัดประชุมซักซ้อมการดำเนินการเกี่ยวกับเงินอุดหนุนของโรงเรียนเอกชนที่จัดการเรียนการสอนในลักษณะการศึกษาสงเคราะห์ครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเงินอุดหนุนฯ รวมถึงเปิดรับฟังปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบฯ ฉบับนี้อีกด้วย

 

รองเลขาธิการ กช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมาอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการดูแลนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตาม "ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2568" มีการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินให้รัดกุม สะท้อนสภาพความเป็นจริงของครอบครัวนักเรียนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกจัดสรรไปยังกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงอย่างโปร่งใสและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ของการ "ศึกษาสงเคราะห์" ที่ประชุมได้กล่าวถึง ขั้นตอนและเกณฑ์การประเมินเพื่อขอรับเงินอุดหนุนในอัตรา 100% ซึ่งกำหนดให้โรงเรียนต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น และผ่านเกณฑ์ชี้วัดสถานะครัวเรือนของนักเรียนที่เข้มข้นถึง 5 ด้าน ดังนี้:

1. รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไม่เกิน 36,000 บาท/คน/ปี ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนนักเรียน

2. ภาวะพึ่งพิงในครอบครัว (ผู้พิการ, เจ็บป่วยเรื้อรัง, พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว, ผู้สูงอายุ, ว่างงาน) มากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนนักเรียน

3. สภาพที่อยู่อาศัย (ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง) มากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนนักเรียน

4. การครอบครองยานพาหนะ (ไม่มีเป็นของตัวเอง หรือครอบครองน้อยกว่า 3 รายการ) มากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนนักเรียน

5. การครอบครองเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน (น้อยกว่า 4 รายการ) มากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียน

โดยโรงเรียนที่จะผ่านเกณฑ์เพื่อรับเงินอุดหนุน 100% ในปีการศึกษาถัดไป จะต้องมีผลการประเมินผ่านอย่างน้อย 3 ตัวชี้วัด และได้คะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 (โดยบังคับผ่านตัวชี้วัดที่ 1 ด้านรายได้) หากไม่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการพิจารณาเงินอุดหนุนในอัตรา 70% ในปีการศึกษาถัดไป

 

นอกจาก การชี้แจงเกณฑ์ประเมินและขั้นตอนการทำงานร่วมกันระหว่าง "โรงเรียน" และ "สช./ศธจ. จังหวัด" แล้ว สช. ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนที่จัดการเรียนการสอนในลักษณะการศึกษาสงเคราะห์และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้สะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากการนำระเบียบฯ ไปปฏิบัติจริง เพื่อนำข้อมูลมาบูรณาการและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเอื้ออำนวยต่อการให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสให้ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด

 

นายภิญญา รัตนวรชาติ เน้นย้ำในช่วงท้ายว่า “การจัดสรรเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาสงเคราะห์ คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ สช. พร้อมเป็นพี่เลี้ยงและเดินหน้าเคียงข้างโรงเรียนเอกชนทุกแห่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมพัฒนาทักษะชีวิตให้ 'กล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก' อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง”

 

นิชาดา บรรเด็จ // ภาพ:ข่าว

ประชาสัมพันธ์ สช.

 

#โรงเรียนเอกชน #การศึกษาเอกชน #สช #สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน #opec

รายการกิจกรรมผู้บริหารอื่นๆ