เลขาธิการ กช.

ผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 7/2563

วันนี้ (31 ก.ค.63) เวลา 08.30 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนครั้งที่ 7 ประจำปี 2563 โดยมีนายพะโยม ชิณวงศ์ หัวหน้าคณะทำงาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์  รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ผู้แทนสมาคมจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมวิเวก ปางพุฒิพงศ์ ชั้น 2 อาคาร สช. โดยมีสรุปผลการประชุมที่สำคัญๆ ดังนี้

  • รับทราบ ผลการปฏิบัติงานตามมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดังนี้
  1. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 4/63 เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2563 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้ สช. ติดตามความคืบหน้าการยกเว้นหรือลดหย่อยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ นั้น ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับโรงเรียนนอกระบบ 4 ประเภท และขอยกเว้นภาษีป้ายของโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบแล้ว
  2. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 6/63 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2563 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขประกาศการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน นั้น ขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศฯ แล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137  ตอนพิเศษ  164ง วันที่ 17 กรกฎาคม 2563

 

  • รับทราบ ผลการตรวจติดตามการดำเนินกิจการของโรงเรียนเอกชนในระบบ ดังนี้

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจติดตามมาตรการรองรับการเปิดเรียนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และตรวจติดตามการดำเนินกิจการของของโรงเรียนเอกชนทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค รวมจำนวนประมาณ 1,000 คณะทั่วประเทศ นั้น

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นควรรายงานผลการตรวจติดตามการดำเนินกิจการของโรงเรียนเอกชนในระบบให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้รับทราบผลการตรวจติดตามโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศก่อนเปิดเรียน 1 กรกฎาคม 2563 ดังนี้

1. โรงเรียนเอกชนในระบบที่ดำเนินกิจการ 4,118       โรง  จำแนกเป็น

– โรงเรียนเอกชนในระบบประเภทสามัญศึกษา  3,895        โรง

– โรงเรียนเอกชนในระบบประเภทนานาชาติ       223        โรง

 

2. โรงเรียนเอกชนในระบบที่เลิกกิจการ    157       โรง  จำแนกเป็น

– ไม่ได้ปรับปรุงทะเบียน                               85       โรง

– ขอเลิกกิจการปี 2563                               25       โรง

– รอเลิกกิจการปี 2563                                 47      โรง

ทั้งนี้ สำหรับโรงเรียนที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอนแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งขอเลิกกิจการ ทาง สช. จะมีหนังสือแจ้งให้มายื่นขอเลิกกิจการภายใน 30 วัน หากไม่มาดำเนินการตามกำหนด ทาง สช.จะดำเนินการขอเพิกถอนใบอนุญาตหรือตั้งคณะกรรมการควบคุม เพื่อดำเนินการในลำดับต่อไป

  • รับทราบ รายงานการยกเลิกคำสั่งควบคุมโรงเรียนในระบบ จำนวน 2 โรง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนขอรายงานให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนทราบการยกเลิกคำสั่งควบคุมโรงเรียนในระบบ จำนวน 2 โรง ตามมาตรา 100 และมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554  ดังนี้

  1. โรงเรียนนิธิปริญญา เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เนื่องจาก ผู้จัดการมรดกและทายาทของนางศิระ ปัทมาคม (ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนนิธิปริญญา) ได้ตกลงร่วมกันจัดตั้งบริษัท นิธิปริญญา จำกัด และยื่นคำขอรับโอนใบอนุญาตโรงเรียนนิธิปริญญา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2563
  2. โรงเรียนจารุวรรณวิทยา เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนจารุวรรณวิทยา ในคราวประชุม ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 มีความเห็นว่า เมื่อทายาทของนางสาวอรนุช สิรสุนทร ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนจารุวรรณวิทยา ไม่สามารถตกลงกันได้ที่จะรับโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน จึงมีมติให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนจารุวรรณวิทยา ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2563

ปัจจุบันมีโรงเรียนเอกชนในระบบที่อยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่

  1. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
  2. โรงเรียนอนุบาลวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว
  3. โรงเรียนอนุบาลบ้านสิทธิวงศ์ จังหวัดชัยภูมิ

 

  • รับทราบ ผลการรณรงค์ให้ความช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียนเพื่อบรรเทา
    ความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของโรงเรียนเอกชน

ด้วยรัฐบาลมีนโยบายให้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลดหย่อนค่าเล่าเรียน ค่าบำรุงการศึกษา และค่าบริการต่างๆ ให้กับนักเรียนนักศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนตระหนักถึงผลกระทบที่ผู้ปกครองและนักเรียนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ จึงได้ขอความร่วมมือจากโรงเรียนเอกชนในการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการนี้ สำนักงานฯ ขอรายงานผลความร่วมมือของโรงเรียนเอกชนในการให้ความช่วยเหลือผู้ปกครอง
และนักเรียนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของโรงเรียนเอกชน ดังนี้

  1. ลดค่าธรรมเนียมการศึกษา  จำนวน 238 โรงเรียน  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 316,524,259 บาท
  2. ลดค่าธรรมเนียมอื่น  เช่น  ค่าอาหาร  ค่ารถรับส่งนักเรียน  ค่าห้องเรียนปรับอากาศ
    จำนวน 252 โรงเรียน  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 219,745,182 บาท
  3. ให้ทุนการศึกษากับนักเรียน จำนวน 524 โรงเรียน  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 997,858,640 บาท
  4. ให้ผู้ปกครองผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น โดยมีระยะ
    ปลอดดอกเบี้ยตลอดปีการศึกษา จำนวน 931 โรงเรียน
  5. มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ  เช่น แจกเครื่องแบบนักเรียน ชุดพละ อุปกรณ์การเรียน
    อุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ให้รับประทานอาหารกลางวันฟรี เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนว่า โรงเรียนเอกชนก็ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดสถานศึกษาในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เช่นเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนเอกชนไม่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นได้ แต่โรงเรียนเอกชนยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนครู ผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงเกิดภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งสำนักงานฯ ได้ให้การช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนผ่านการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ และกองทุนสงเคราะห์แล้ว และอยู่ระหว่างประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนเพิ่มเติมต่อไป เช่น กระทรวงมหาดไทย (การขอลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับโรงเรียนนอกระบบ 4 ประเภท , การขอยกเว้นภาษีป้ายของโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ) กระทรวงการคลัง (การขอใช้สินเชื่อโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) เป็นต้น

 

  • รับทราบ ผลการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในระบบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในระบบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองคำขอกู้ยืมเงินและคำขอยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน เพื่อให้คณะทำงานมีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองคำขอกู้ยืมเงินและคำขอยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียนของโรงเรียนที่ขอกู้ยืมเงินและขอยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเงินกู้ยืมกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาสำหรับโรงเรียนในระบบ และคณะอนุกรรมการเงินยืมกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบเพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้

ขณะนี้ มีโรงเรียนเอกชนในระบบประเภทสามัญศึกษาและอาชีวศึกษาที่ขอกู้ยืมเงินและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เปิดสอนวิชาศาสนาควบคู่วิชาสามัญที่แปรสภาพมาจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม (ปอเนาะ) ที่ขอยืมเงิน และผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากคณะทำงานกลั่นกรองฯ โดยแบ่งเป็น โรงเรียนเอกชนในระบบประเภทสามัญศึกษา จำนวน 101 แห่ง โรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา จำนวน 35 แห่ง และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เปิดสอนวิชาศาสนาควบคู่วิชาสามัญ จำนวน 14 แห่ง รวมทั้งสิ้น 150 แห่ง เป็นจำนวนเงิน 143 ล้านบาทเศษ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า โรงเรียนจะต้องมีการส่งเอกสารสำคัญ คือ ตราสารจัดตั้งโรงเรียน รายละเอียดกิจการโรงเรียน และแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) ให้กับ สช. อย่างครบถ้วนแล้ว จึงจะสามารถรับเงินกู้/เงินยืมดังกล่าวได้

  • รับทราบ การอนุญาตรับนักเรียนชาวต่างประเทศเข้าเรียนต่อในโรงเรียนแห่งใหม่
    เป็นกรณีพิเศษในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังไม่คลี่คลายและยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และในประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลก เกิดการปิดด่านพรมแดนทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ประกอบกับตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ข้อ 3 การปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรกำหนดให้ปิดช่องทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร รวมทั้งมาตรการควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้างของกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของคนต่างด้าวในการเข้ามาหรือกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการได้มีมาตรการให้สถานศึกษาทุกแห่งปิดเรียนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019๙  ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบได้รับผลกระทบทางด้านการเงิน ขาดสภาพคล่อง จึงต้องปิดกิจการ ซึ่งมีผลกระทบต่อนักเรียนชาวตางประเทศที่เรียนอยู่และยังไม่จบหลักสูตร

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือโรงเรียนและนักเรียนโรงเรียนนอกระบบ จึงอนุญาตให้โรงเรียนที่มีความพร้อมสามารถรับนักเรียนศึกษาต่อในหลักสูตรอื่นได้ โดยยกเว้นข้อกำหนดว่านักเรียนไม่ต้องจบหลักสูตรเดิมหรือให้สามารถไปเรียนต่อในหลักสูตรอื่นได้ โดยพิจารณาหนังสือเดินทางต้องมีระยะเวลาพำนักในประเทศไทยเหลือเพียงพอสำหรับหลักสูตรใหม่ที่ต้องการเข้าเรียนไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้ โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจะต้องยื่นเรื่องขอเลิกกิจการและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ในช่วงที่มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษไปพลางก่อน จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 โดยสำนักงานฯ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด เพื่อทราบและถือปฏิบัติแล้ว

นอกจากนี้ สำนักงานฯ ได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาให้กับโรงเรียนและนักเรียนชาวต่างประเทศในโรงเรียนเอกชน จึงดำเนินการรวบรวมรายชื่อชาวต่างประเทศดังกล่าวเพื่อเสนอกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาต่อไป

  1. ครูผู้สอนชาวต่างประเทศที่มีความประสงค์จะเข้ามาเป็นครู/ผู้สอนในโรงเรียนเอกชน
    นอกระบบ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2563  จำนวนทั้งสิ้น 149 คน)
  2. นักเรียนชาวต่างประเทศและบุคคลในครอบครัวที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนนอกระบบ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 จำนวนทั้งสิ้น 129 คน)

 

  • รับทราบ การยกเลิกหลักสูตรต้นแบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 – 2561 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้จัดทำหลักสูตรต้นแบบของสำนักงานฯ รวมทั้งหมดจำนวน 217 หลักสูตร เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนนอกระบบนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากสภาวการณ์ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและบริบทต่างๆ สำนักงานฯ จึงทบทวนหลักสูตรต้นแบบฯ ที่มีอยู่ เพื่อพิจารณาการยกเลิกหลักสูตรต้นแบบที่ล้าสมัย การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรต้นแบบเดิมให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และจัดทำหลักสูตรต้นแบบขึ้นใหม่

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาทบทวนหลักสูตรต้นแบบฯ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2563 ได้พิจารณาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลักสูตรต้นแบบฯ จำนวน 217 หลักสูตร และจัดทำประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง ยกเลิกหลักสูตรต้นแบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประกาศ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โดยให้ยกเลิกหลักสูตรต้นแบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 10 หลักสูตร ที่มีเนื้อหารายการสอนล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ดังต่อไปนี้

(1) หลักสูตรวิชาช่างวิทยุ – เทป       ใช้เวลาเรียน 280 ชั่วโมง

(2) หลักสูตรวิชาช่างซ่อมเครื่องเล่นวิดีโอเทป     ใช้เวลาเรียน 250 ชั่วโมง

(3) หลักสูตรวิชาช่างมัลติเลเซอร์ดิสก์    ใช้เวลาเรียน 262 ชั่วโมง

(4) หลักสูตรวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการประมวลผลคำ (เวิร์ดจุฬา)   ใช้เวลาเรียน 20 ชั่วโมง

(5) หลักสูตรวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการประมวลผลคำ (เวิร์ดราชวิถี)   ใช้เวลาเรียน 20 ชั่วโมง

(6) หลักสูตรวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการประมวลผลคำ (เวิร์ดสตาร์)    ใช้เวลาเรียน 25 ชั่วโมง

(7) หลักสูตรวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปโลตัส 1-2-3 ชั้นต้น   ใช้เวลาเรียน 25 ชั่วโมง

(8) หลักสูตรวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปโลตัส 1-2-3 ชั้นสูง   ใช้เวลาเรียน 25 ชั่วโมง

(9) หลักสูตรวิชาพิมพ์ดีดภาษาไทย         ใช้เวลาเรียน 125 ชั่วโมง
(10) หลักสูตรวิชาพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ      ใช้เวลาเรียน 125 ชั่วโมง

และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจและความชัดเจนกับโรงเรียนนอกระบบที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนหลักสูตรทั้ง 10 หลักสูตร และทำการสอนอยู่ก่อนแล้ว จึงระบุในประกาศของสำนักงานฯ ว่า “ในกรณีที่โรงเรียนนอกระบบใด ได้รับอนุญาตทำการสอนและจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรต้นแบบที่ประกาศยกเลิกอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ให้โรงเรียนนอกระบบนั้นสามารถจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรดังกล่าวได้ต่อไป”

 

  • รับทราบ รายงานผลสถานะกองทุนสงเคราะห์

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นควรนำเสนอรายงานผลสถานะกองทุนสงเคราะห์ให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้รับทราบ โดยผู้แทนจากกองทุนสงเคราะห์เป็นผู้รายงานงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 โดยมีสรุปรวมสินทรัพย์ทั้งสิ้น 28,285,385,441.54 บาท แบ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 18,315,427,884.51 บาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 9,969,957,557.03 บาท สรุปรวมหนี้สินและส่วนของเงินกองทุนทั้งสิ้น 28,285,385,441.54 บาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน 1,794,296,071.81 และส่วนของเงินกองทุน 26,491,089,369.73 บาท ทั้งนี้ ได้รายงานสรุปรายรับ-รายจ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 31 พฤษภาคม 2563 ว่า มีรายรับ 303,989,080.81 บาท และมีรายจ่าย 362,477,162.13 บาท โดยสรุปได้ว่ามีรายรับต่ำกว่ารายจ่าย จำนวน 28,488,081.32 บาท

 

  • เห็นชอบ ร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ….

เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน จึงได้ยกร่างระเบียบฯ และได้นำเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ฝ่ายกฎหมายพิจารณาให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ร่างระเบียบดังกล่าวมีสาระสำคัญประกอบด้วย

1. คำนิยาม

2. การจัดทำทะเบียนครู ทะเบียนบุคลากรทางการศึกษา และทะเบียนเจ้าหน้าที่

– ให้ผู้อำนวยการจัดทำทะเบียนครูตามแบบท้ายระเบียบนี้ การจัดทำทะเบียน
ให้จัดทำในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใด ดังนี้

(1) เอกสารปกติ            (ตามแบบที่ สช. กำหนด)

(2) เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (ตามแบบที่ สช. กำหนด)

– ให้เก็บรักษาเอกสารในสภาพที่สมบูรณ์ครบถ้วน ปลอดภัยและสามารถใช้อ้างอิงได้

– ให้ผู้อำนวยการบันทึกการเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้งและถอดถอนการเปลี่ยนแปลงประวัติ ข้อมูล ครู บุคลากรทางการศึกษา  และเจ้าหน้าที่ลงในทะเบียนครู ทะเบียนบุคลากรทางการศึกษา  และทะเบียนเจ้าหน้าที่  ให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน

3. การจัดทำสมุดประจำตัวผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครู บุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเป็นครั้งแรกในโรงเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง

4. การขอมีบัตรประจำตัว

– ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ประสงค์จะขอมีบัตรประจำตัวให้ยื่นคำขอได้ การยื่นคำขอ รูปแบบ วิธีการ และลักษณะบัตรประจำตัว ให้เป็นไปตามที่ สช. กำหนด

– ผู้บริหารของโรงเรียนนอกระบบ ประเภทศิลปะและกีฬา วิชาชีพ กวดวิชา
สร้างเสริมทักษะชีวิต ที่ประสงค์จะขอมีบัตรประจำตัว ให้ยื่นคำขอได้

5. ให้ทะเบียนครู ทะเบียนบุคลากรทางการศึกษา ทะเบียนเจ้าหน้าที่ และสมุดประจำตัวครู
ที่ได้จัดทำตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. 2551 อยู่ในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ เป็นทะเบียนครู ทะเบียนบุคลากรทางการศึกษา ทะเบียนเจ้าหน้าที่ และสมุดประจำตัวครู ตามระเบียบนี้

 

  • เห็นชอบ ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล เพื่อกำหนดลักษณะโรงเรียนการกุศลให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้ยกร่างระเบียบฯ และได้นำเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ฝ่ายกฎหมายพิจารณาให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ร่างระเบียบฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

1. หลักเกณฑ์ของโรงเรียนการกุศลที่จัดการศึกษาในลักษณะการศึกษาสงเคราะห์

(1)  เป็นโรงเรียนที่มูลนิธิหรือสมาคมเป็นผู้รับอนุญาตให้จัดตั้ง และต้องมีการดำเนินกิจการโรงเรียนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน

(2)  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น

(3)  มูลนิธิหรือสมาคม ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ต้องมีเงินไม่น้อยกว่าเงินทุนและทรัพย์สินที่กำหนดไว้ในตราสารจัดตั้งของโรงเรียน

(4)  ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นส่วนควบของที่ดิน สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกินหรือสิทธิการเช่าที่ปลอดจากภาระผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่โรงเรียนการกุศลเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา

(5)  ต้องไม่เป็นโรงเรียนสาขาตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550

(6)    ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนให้เป็นโรงเรียนการกุศล

2. กรณีที่วัดในพระพุทธศาสนาเป็นผู้รับอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนการกุศล วัดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม จึงจะได้รับเงินอุดหนุนในลักษณะการกุศล

ประกาย ศรีจันทึก / ข่าว

ศิริญญา เหมวัชรสุวรรณ / ภาพ

ประชาสัมพันธ์ สช.