Menu Close

ผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 4/2564

ช่วงเช้าวันที่ 28 พ.ค.64 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนครั้งที่ 4 ประจำปี 2564 โดยมี นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นางสาวก้านทิพย์ ชาติวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ผู้แทนจากกองทุนสงเคราะห์ และผู้แทนสมาคมจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และมีบางรายเข้าร่วมการประชุมออนไลน์ผ่าน Application Zoom โดยมีสรุปผลการประชุมที่สำคัญๆ ดังนี้

รับทราบ ผลการปฏิบัติงานตามมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

  1. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 23 ก.ย.63 ที่ประชุมมีมติขอให้ สช. ติดตามความคืบหน้าการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ นั้น ปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายที่กระทรวงการคลังจะดำเนินการต่อไป
  2. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 24 มี.ค.64 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเป็นหลักการของร่างประกาศ ศธ. เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา และค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนเอกชน และมอบ สช. ปรับแก้ร่างประกาศฯ ตามข้อสังเกตของที่ประชุม เพื่อให้คำแนะนำ รมว.ศธ. ในการพิจารณาออกประกาศต่อไป นั้น ปัจจุบัน สช.ได้จัดทำเรื่องเสนอ รมว.ศธ. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่าง รมว.ศธ. พิจารณาลงนาม
  3. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 24 มี.ค.64 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการให้คำแนะนำ รมว.ศธ. ในการพิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา ๖ แห่ง พรบ.โรงเรียนเอกชนฯ เพื่อออกประกาศให้โรงเรียนนานาชาติเกาหลี กรุงเทพ ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎกระทรวงการขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ฯ ข้อ 16 ขนาดที่ดินที่ใช้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ประเภทนานาชาติ ตามที่  สช. เสนอ นั้น ปัจจุบัน สช. ได้จัดทำเรื่องเสนอ รมว.ศธ. แล้ว ตามหนังสือ ขณะนี้อยู่ระหว่าง รมว.ศธ. พิจารณาลงนาม
  4. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 24 มี.ค.64 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ….เพื่อให้คำแนะนำ  รมว.ศธ. ในการพิจารณาออกระเบียบต่อไป นั้น ปัจจุบัน สช. ได้จัดทำเรื่องเสนอ รมว.ศธ. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่าง รมว.ศธ. พิจารณาลงนาม

รับทราบ รายงานข้อมูลจำนวนโรงเรียนเอกชน ประจำเดือนพฤษภาคม 2564

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรรายงานข้อมูลจำนวนโรงเรียนเอกชน แต่ละประเภท ประจำเดือนเดือนพฤษภาคม 2564 ให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้รับทราบ ดังนี้

โรงเรียนในระบบ รวมจำนวน 3,984 โรง (จัดตั้งใหม่ 8 โรง, อยู่ระหว่างเลิกกิจการ 1 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 2 โรง, เลิกกิจการ 7 โรง)

1.  ประเภทสามัญศึกษา      3,763  โรง (จัดตั้งใหม่ 8 โรง, อยู่ระหว่างเลิกกิจการ 1 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 2 โรง, เลิกกิจการ 7 โรง)

2.  ประเภทนานาชาติ            221  โรง       

โรงเรียนนอกระบบ รวมจำนวน 7,755 โรง (จัดตั้งใหม่ 30 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 16 โรง, เลิกกิจการ 22 โรง)

1.  ประเภทสอนศาสนา      168 โรง (ปรับสถานะเปิดกิจการ 1 โรง)

2.  ประเภทศิลปะและกีฬา  581  โรง (จัดตั้งใหม่ 5 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 1 โรง, เลิกกิจการ 3 โรง)

3.  ประเภทวิชาชีพ    2,125 โรง (จัดตั้งใหม่ 8 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 6 โรง, เลิกกิจการ 9 โรง)

4.  ประเภทกวดวิชา   1,962 โรง (จัดตั้งใหม่ 10 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 8 โรง, เลิกกิจการ 9 โรง)

5.  ประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต 257 โรง (จัดตั้งใหม่ 4 โรง, เลิกกิจการ 1 โรง)

6.  สถาบันศึกษาปอเนาะ     523 โรง (จัดตั้งใหม่ 2 โรง)

7.  ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)  2,139 โรง (จัดตั้งใหม่ 1 โรง)

รับทราบ รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดเก็บข้อมูล เอกสาร หลักฐานทางการศึกษาเอกชน ประจำเดือนพฤษภาคม 2564

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานจัดเก็บข้อมูล เอกสาร หลักฐานทางการศึกษาเอกชน ประจำเดือนพฤษภาคม 2564 ให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้รับทราบ ดังนี้

1.  การจัดส่งแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา ปพ. 3 และ รนช. โรงเรียนในระบบจัดส่งครบทุกโรงเรียน

               2.  การจัดส่งใบอนุญาต ตราสาร และรายงานกิจการโรงเรียนในระบบ ประเภทสามัญศึกษา

                   – ยังไม่ส่งตราสาร          จากเดิม 70 โรงเรียน       ปัจจุบันคงเหลือ 31 โรงเรียน

                             – ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จากเดิม 307 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 153 โรงเรียน

               3. การจัดส่งใบอนุญาต ตราสาร และรายงานกิจการโรงเรียนในระบบ ประเภทนานาชาติ

                             – ยังไม่ส่งใบอนุญาต จากเดิม 3  โรงเรียน   ปัจจุบันคงเหลือ 3 โรงเรียน

                             – ยังไม่ส่งตราสาร          จากเดิม 10 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 10 โรงเรียน

                             – ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จากเดิม 33 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 33 โรงเรียน

4.  การจัดส่งใบอนุญาต และรายงานกิจการของโรงเรียนนอกระบบ 5 ประเภท (กวดวิชา วิชาชีพ สร้างเสริมทักษะชีวิต ศิลปะและกีฬา สอนศาสนา

–  ยังไม่ส่งใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน จากเดิม 748 โรง ปัจจุบันคงเหลือ 740 โรง

–   ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการโรงเรียน จากเดิม 2,178 โรง ปัจจุบันคงเหลือ 2,176 โรง

5.  การจัดส่งใบอนุญาต และรายงานกิจการของ สถาบันศึกษาปอเนาะ

–  ยังไม่ส่งใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน จากเดิม 151 โรง ปัจจุบันคงเหลือ 131 โรง

             –   ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการโรงเรียน จากเดิม 479 โรง ปัจจุบันคงเหลือ 479 โรง

6. การจัดส่งใบอนุญาต และรายการกิจการของศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)

–  ยังไม่ส่งใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน จากเดิม 1,714 โรง ปัจจุบันคงเหลือ 1,693 โรง

–  ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการโรงเรียน จากเดิม 1,709 โรง ปัจจุบันคงเหลือ 1,709 โรง

               ทั้งนี้ เลขาธิการ กช. แจ้งว่า โรงเรียนใดที่ได้รับการทวงถามแล้วแต่ยังนิ่งเฉย ไม่จัดส่งเอกสารหรือติดต่อกลับเจ้าหน้าที่ ทาง สช. จึงมีมาตรการงดส่งเงินอุดหนุนรายหัวให้กับโรงเรียนดังกล่าว โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 เป็นต้นไป

รับทราบ รายงานการควบคุมโรงเรียนในระบบที่ไม่ได้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต

               ตามที่ปรากฏว่า มีโรงเรียนเอกชนในระบบที่ไม่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต โดยหยุดจัดการเรียนการสอนติดต่อกันเป็นเวลานาน จนไม่มีสภาพความเป็นโรงเรียน และบางรายไม่มีที่ตั้งตามที่ยื่นขอรับใบอนุญาต ส่งผลให้รายชื่อของโรงเรียนดังกล่าวยังคงปรากฏสถานภาพอยู่ในระบบฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และก่อให้เกิดความเสียหายจากการทุจริตหลอกลวงสภาพอันแท้จริงได้ นั้น

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนขอรายงานการดำเนินการควบคุมโรงเรียน
ในระบบในกรุงเทพมหานคร จำนวน 29 โรง และในส่วนภูมิภาค (จังหวัดพัทลุง) จำนวน 1 โรง ที่ไม่ได้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต ดังนี้

               1. มีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ 88/2564 เรื่อง ให้โรงเรียนในระบบที่ไม่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต อยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สั่ง ณ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564 จำนวน 29 โรง ตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งฯ

               ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมโรงเรียนเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ 89/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนในระบบที่ไม่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต สั่ง ณ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564 โดยดำเนินการประกาศคำสั่งควบคุมโรงเรียนในระบบเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ และปิดประกาศในที่เปิดเผยของสำนักงานฯ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2564

             2. มีคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพัทลุง ที่ 158/2564 เรื่อง ให้โรงเรียนมัธยมพัทลุงวิทยาอยู่ในความควบคุมของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพัทลุง สั่ง ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564 เนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวไม่มีครู นักเรียน ไม่ได้ดำเนินกิจการตามปกติ และไม่ได้จัดการเรียนการสอน
เป็นระยะเวลานาน

               ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมโรงเรียนเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียน ตามคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ 159/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนมัธยมพัทลุงวิทยา สั่ง ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564

             อนึ่ง ผู้ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หรือได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้ ให้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งหรือวันที่ทราบคำสั่ง แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามความในมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550

รับทราบ การดำเนินการของโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนาที่ผิดไปจากที่กฎหมายกำหนด

               ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้มีหนังสือ ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา เพื่อแจ้งการพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเอกสารที่ปรากฏการกระทำของโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ทั้งมาตรา 94 มาตรา 131 และมาตรา 138 นั้น

               เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในฐานะผู้อนุญาต จึงสั่งเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน จำนวน 60,000 บาท และให้โรงเรียนมาดำเนินการชำระค่าปรับดังกล่าวที่สำนักงานฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ และให้โรงเรียนยุติการกระทำที่ฝ่าฝืน กฎ ระเบียบ พร้อมทั้งให้ดำเนินกิจการโรงเรียนให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายกำหนดไว้โดยเคร่งครัดต่อไป

               และ สช.ได้มีหนังสือถึงสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลาให้ดำเนินการตรวจสอบโรงเรียนดาวนายร้อย อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เนื่องจาก นางบุญสม เดชธรรมฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา แจ้งด้วยวาจาว่า นักเรียนโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา ได้ไปฝากเรียนไว้ที่โรงเรียนดาวนายร้อย จังหวัดสงขลา เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนขอรายงานให้ที่ประชุมทราบความคืบหน้า ดังต่อไปนี้

               1.  โรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา ได้มีหนังสือถึง สช. แจ้งว่าได้ดำเนินการตามคำสั่งของ สช. พร้อมทั้งชำระค่าปรับ จำนวน 60,000 บาท เรียบร้อยแล้ว

               2.   สช. ได้สอบถามการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวของโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา สรุปได้ดังนี้

                   (1)  โรงเรียนยังโฆษณาโครงการเตรียมการแพทย์สู่อุดมศึกษา และชี้แจงว่ามีอยู่ระหว่างเปิดรับสมัครนักเรียน ซึ่งมีนักเรียนยืนยันสิทธิ์ยังไม่ถึง 100 คน

                   (2)  การโฆษณาผ่านเพจปั้นหมอ Academy – ศูนย์แนะแนวเด็กเตรียมแพทย์ในเฟสบุ๊ค ไม่ใช่การดำเนินการของโรงเรียน เป็นเพียงการช่วยโฆษณาให้โรงเรียนเท่านั้น

                   (3)    การจัดการเรียนการสอนตามเวลาที่ได้รับอนุญาต เวลาเรียนเริ่มตั้งแต่ 08.30 น. – 15.45 น. ส่วนหลังเลิกเรียนเป็นกิจกรรมนอกเหนือจากโรงเรียน

                   (4)  โรงเรียนไม่ได้ดำเนินกิจการหอพักในโรงเรียน

               3.  โรงเรียนได้ดำเนินการชำระค่าปรับ จำนวน 60,000 บาท เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่30 มีนาคม 2564 ชื่อผู้รับใบอนุญาต บริษัท อลิซ เอ็ดดูเคชั่น โดยนายพัฒนพงศ์  สุขแก้ว ผู้แทนของผู้รับใบอนุญาต มอบอำนาจให้นายวิสุทธิ์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา

               4.   จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบจัดเก็บเอสารอิเล็กทรอนิกส์ : EDMS ณ วันที่ 2 เมษายน 2564 พบว่า โรงเรียนได้ดำเนินการบรรจุแต่งตั้งครู จำนวน 7 คน ซึ่งครูทกคนจบการศึกษาและมีคุณสมบัติตรงกับวิชาที่สอนทั้งหมด       

               5.  โรงเรียนส่งเอกสารเปลี่ยนแปลงตราสารจัดตั้งโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา โดยได้ดำเนินการส่งเอกสารแบบ สช. 3 คำขอเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้ง เพื่อขอเพิ่มห้องเรียนจากเดิม จำนวน 6 ห้อง ขอเพิ่มอีก 9 ห้อง รวมเป็น 15 ห้อง

               6.  สช. ได้ประสานกับสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา เรื่อง ผลการตรวจสอบโรงเรียนดาวนายร้อย อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา สรุปได้ดังนี้ โรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา ได้ขอความอนุเคราะห์ส่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 105 คน มาเรียนที่โรงเรียนดาวนายร้อยจริง เนื่องจากที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนาอยู่ในพื้นที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน   โรงเรียนดาวนายร้อยได้พิจารณาเห็นว่า โรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนามีความจำเป็นที่แท้จริง ประกอบกับโรงเรียนดาวนายร้อยมีความพร้อมทางด้านอาคาร สามารถให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนได้ ในส่วนของโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนาได้ส่งครูและบุคลากรมารับผิดชอบเช่นเดียวกัน โรงเรียนดาวนายร้อยจึงได้ให้การอนุเคราะห์ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม – 26 มีนาคม 2564 ซึ่งการดำเนินการเรียนการสอนและการให้บริการอื่นๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย   

รับทราบ รายงานการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบตามมาตรฐานอาชีพ (เพิ่มเติม)

               ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้พัฒนาหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบให้มีคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานอาชีพ และระบบคุณวุฒิวิชาชีพ โดยนำเนื้อหาของหน่วยสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ไปใช้เป็นฐานในการกำหนดเนื้อหาและจำนวนชั่วโมงในการเรียนตลอดหลักสูตร โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้มีประกาศ เรื่อง หลักสูตรต้นแบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประกาศ ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 หลักสูตรต้นแบบที่อ้างอิงจากมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ จำนวน 4 หลักสูตร ประกอบด้วย 1. หลักสูตรผู้ดูแลเด็กพื้นฐาน รวมตลอดหลักสูตร ใช้เวลา 70 ชั่วโมง  2. หลักสูตรผู้ดูแลเด็กมืออาชีพ รวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 70 ชั่วโมง  3. หลักสูตรอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุรวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 90 ชั่วโมง และ 4.หลักสูตร อาหารไทยมืออาชีพ รวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 90 ชั่วโมง ซึ่งได้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนทราบแล้วในคราวประชุม ครั้งที่ 12/2563 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้ดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการพิจารณาหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบตามมาตรฐานอาชีพ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 3 – 5 มีนาคม 2564 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำหลักสูตรกลุ่มบริการสุขภาพ หลักสูตรกลุ่มบาริสต้า และการบริการบนเรือสำราญ และหลักสูตรกลุ่มการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)  โดยวิทยากร ผู้เข้าร่วมจัดทำหลักสูตร และวิพากษ์หลักสูตร เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบ มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัย ผู้แทนสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ผู้แทนสมาคมโรงเรียนบริบาล ผู้แทนสมาคมบาริสต้าไทย และผู้แทนโรงเรียนนอกระบบที่เกี่ยวข้อง โดยนำหน่วยสมรรถนะในมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)  ไปใช้เป็นฐานในการพัฒนาเป็นหลักสูตรต้นแบบของสำนักงานฯ เพื่อให้โรงเรียนนอกระบบสามารถนำหลักสูตรตามมาตรฐานอาชีพไปใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ และสำนักงานฯ ได้จัดทำประกาศ เรื่อง หลักสูตรต้นแบบของสำนักงานฯ (เพิ่มเติม) ประกาศ ณ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 จำนวน 5 หลักสูตร ดังต่อไปนี้

               1.  หลักสูตรพนักงานต้อนรับผู้ป่วย รวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 70 ชั่วโมง

               2.  หลักสูตรบาริสต้า รวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 50 ชั่วโมง

                 3.   หลักสูตรพนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเรือสำราญ รวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 90 ชั่วโมง

               4.  หลักสูตรการตลาดดิจิทัลเพื่อสร้างธุรกิจออนไลน์ รวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 60 ชั่วโมง

               5.  หลักสูตรนักสร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creator) รวมตลอดหลักสูตรใช้เวลา 42 ชั่วโมง

รับทราบ รายงานผลการจัดทำรายงานแสดงกิจการและงบการเงินของโรงเรียนนอกระบบประจำปี 2564

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้ออกระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการกำหนดให้ผู้บริหารโรงเรียนนอกระบบจัดทำรายงานแสดงกิจการและงบการเงินพ.ศ. 2563 ประกาศ ณ วันที่  26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563  และยกเลิกระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการจัดทำรายงานแสดงกิจการและงบการเงินของโรงเรียนนอกระบบ พ.ศ. 2556 ซึ่งระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป นั้น

               1.  สำนักงานฯ ได้ดำเนินการปรับแบบรายงานแสดงกิจการและการประเมินตนเองของโรงเรียน

นอกระบบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ให้สอดคล้องกับระบบศูนย์กลางการบูรณาการข้อมูลทะเบียนโรงเรียนและประวัติผู้เรียน ครู บุคลากรโรงเรียนเอกชน  (Private Education Data Center : PEDC) เพื่อให้โรงเรียนนอกระบบจัดทำรายงานแสดงกิจการและการประเมินตนเองของโรงเรียนนอกระบบ  ณ  วันที่  31 ธันวาคมของทุกปี โดยบันทึกลงในระบบ PEDC ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป

               2.  สำนักงานฯ ได้ดำเนินการแจ้งโรงเรียนนอกระบบดำเนินการ ดังนี้

                    2.1 ส่วนกลาง

                    สำนักงานฯ มีหนังสือแจ้งโรงเรียนนอกระบบจัดทำรายงานแสดงกิจการและงบการเงิน โดยบันทึกข้อมูลลงในระบบศูนย์กลางการบูรณาการข้อมูลทะเบียนโรงเรียนและประวัติผู้เรียน ครู บุคลากรโรงเรียนเอกชน (Private Education Data Center : PEDC) ตามแบบรายงานแสดงกิจการและการประเมินตนเองของโรงเรียนนอกระบบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ให้ครบถ้วน สมบูรณ์ สอดคล้องกับผลการดำเนินการของโรงเรียนโดยใช้ข้อมูลในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563)  ให้แล้วเสร็จภายในวันที่  28 กุมภาพันธ์  2564 และมีหนังสือติดตามการจัดทำรายงานแสดงกิจการ และงบการเงินของโรงเรียนนอกระบบ ประจำปี 2564

                   2.2 ส่วนภูมิภาค

                   สำนักงานฯ แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและรับผิดชอบโรงเรียนนอกระบบในเขตพื้นที่ดังกล่าวทราบ เกี่ยวกับระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการกำหนดให้ผู้บริหารโรงเรียนนอกระบบจัดทำรายงานแสดงกิจการและงบการเงิน พ.ศ. 2563 และประสานโรงเรียนนอกระบบในส่วนภูมิภาค จัดทำแบบรายงานและบันทึกข้อมูลลงในระบบ PEDC ตามแบบรายงานแสดงกิจการและการประเมินตนเองของโรงเรียนนอกระบบ ประจำปีงบประมาณ  พ.ศ. 2564 ให้ดำเนินการให้ถูกต้อง ครบถ้วน และมีหนังสือติดตามการจัดทำรายงานแสดงกิจการและงบการเงินของโรงเรียนนอกระบบ ประจำปี

               อนึ่ง โรงเรียนนอกระบบที่มีผู้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคล นอกจากจัดทำรายงานแสดงกิจการฯ แล้ว ให้ส่งสำเนารายงานงบการเงินประจำปี (ตามรูปแบบที่นิติบุคคลผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนได้จดทะเบียนกับหน่วยงานนั้น) ให้แก่ผู้อนุญาตด้วย หากพ้นกำหนดเวลาและผู้บริหารโรงเรียนนอกระบบใดไม่ดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 151 ผู้บริหารผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 124 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

รับทราบ รายงานการลงโทษโรงเรียนนอกระบบในกรุงเทพมหานครที่กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบัน

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้จัดทำสรุปข้อมูลการลงโทษโรงเรียนนอกระบบในกรุงเทพมหานคร ที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จนถึงปัจจุบัน (1 ต.ค.2562 – 14 พ.ค.2564) รวมทั้งสิ้น  13  โรง แบ่งการกระทำผิด ดังนี้

  1. ฐานความผิด กรณีโรงเรียนย้ายสถานที่ตั้ง/เพิ่มหลักสูตร โดยไม่ได้รับอนุญาต  มีบทลงโทษคือ สั่งเปรียบเทียบปรับในความผิดฐานเปลี่ยนแปลงรายการในรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการโรงเรียนนอกระบบ โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเงิน 5,000 บาท มีจำนวนทั้งสิ้น 7 โรง
  2. ฐานความผิด กรณีเปิดสอนโดยไม่ได้รับอนุญาต (โรงเรียนเถื่อน) บทลงโทษ คือ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่กระทำความผิด ตามมาตรา 147 แห่ง พรบ.โรงเรียนเอกชนฯ ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีจำนวนทั้งสิ้น 5 โรง
  3. ฐานความผิด กรณีโรงเรียนมีความผิดตามมาตราอื่นๆ เช่น ให้ใช้หรือยอมให้ผู้อื่นใช้อาคาร สถานที่ และบริเวณของโรงเรียน เป็นการอันไม่ควรแก่กิจการของโรงเรียน มีบทลงโทษ คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีจำนวนทั้งสิ้น 1 โรง

ในการนี้ ยังมีโรงเรียนเถื่อนอีกหลายแห่งที่เปิดทำการเรียนการสอน แต่ไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งกับทาง สช. เลขาธิการ กช.จึงแจ้งต่อที่ประชุมว่าหากประชาชนพบเห็นโรงเรียน และต้องการตรวจสอบว่าโรงเรียนดังกล่าวได้รับการอนุญาตจัดตั้งกับทาง สช. หรือไม่นั้น สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น “สช. On Mobile” หรือร้องเรียนได้ทางสายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ เบอร์ 1579 และติดต่อ สายด่วน สช. ที่เบอร์ 1693

รับทราบ ผลสถานะกองทุนสงเคราะห์

               ผู้แทนจากกองทุนสงเคราะห์ ได้รายงานผลสถานะกองทุนสงเคราะห์ให้คณะกรรมการได้รับทราบ ประจำเดือน มีนาคม 2564 โดยมีสรุปรวมสินทรัพย์ทั้งสิ้น 29,143,900,800.40 บาท แบ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 22,742,823,812.47 บาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 6,401,076,987.93 บาท มีสรุปรวมหนี้สินและส่วนของเงินกองทุน 29,143,900,800.40 บาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน  1,798,719,813.57 บาท และส่วนของเงินกองทุน 27,345,180,986.83 บาท ทั้งนี้ ได้รายงานสรุปรายรับ-รายจ่าย ตั้งแต่วันที่ 1- 31 มีนาคม 2564 ว่า มีรายรับ 39,018,770.80 บาท และมีรายจ่าย 57,999,873.62 บาท โดยสรุปได้ว่ามีรายรับต่ำกว่ารายจ่าย จำนวน 18,981,102.82 บาท

เห็นชอบ ข้อเสนอการกำหนดค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน

               ตามที่ คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้มติในคราวประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔ เมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ให้ความเห็นชอบเป็นหลักการการปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เหมาะสม สำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา และโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะและการได้รับการดูแลจากรัฐระหว่างนักเรียนพิการในแต่ละสังกัด ตลอดจนเพื่อให้การจัดการศึกษาพิเศษและการศึกษาเพื่อผู้พิการในโรงเรียนเอกชนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีคุณภาพ ไม่เป็นภาระแก่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และสถานศึกษาที่ดูแลนักเรียนพิการ และสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพของแต่ละคน ซึ่งจะส่งผลให้คนพิการเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า สร้างประโยชน์และเพิ่มผลผลิตให้แก่สังคมได้มากยิ่งขึ้น นั้น

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้จัดทำข้อเสนอการกำหนดค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา และโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา โดยคำนวณงบประมาณตามอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลที่ได้รับความเห็นชอบให้ปรับเพิ่ม เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในการขอตั้งงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ต่อไป โดยขอตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นจำนวน ๑๑๘,๗๔๕,๐๔๕ บาท การปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการ จำแนกเป็น

               1. นักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา จำนวน ๔,๔๕๒ คน ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น จำนวน ๑๐๖,๖๐๖,๐๘๐ บาท

               2.   นักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา จำนวน จำนวน 310 คน ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น จำนวน ๑๒,๑๓๘,๙๖๕ บาท

               ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกตว่า การยื่นเสนอปรับอัตราเงินอุดหนุนดังกล่าว เป็นการขอตั้งงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จึงเกรงว่าจนวนเงินดังกล่าวจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงขอให้กลับไปทบทวนในรายละเอียดใหม่ อีกทั้งยังมีข้อมูลในหลายส่วนที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้รอบคอบ รัดกุม และชัดเจนมากกว่านี้ จึงขอให้ สช. กลับไปทบทวนและนำเสนออีกครั้งในการประชุมคราวต่อๆไป เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบในการขอตั้งงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ต่อไป

เห็นชอบ ร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบ (ฉบับที่…) พ.ศ. …

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยการจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบ พ.ศ. 2563 เพื่อให้การจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบสามารถดำเนินการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบันและโรงเรียนได้รับความสะดวกคล่องตัวยิ่งขึ้น จึงได้ยกร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยการจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และนำเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนฝ่ายกฎหมายพิจารณาให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว มีสาระสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ในข้อ 4 วรรคสองของร่างระเบียบฯ เพื่อให้การจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบ สามารถดำเนินการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

               โดยยกเลิกข้อความเดิมในข้อ 4 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบ พ.ศ.2563 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

               “ข้อ 4 การจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบ ประเภทสามัญศึกษา ให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ส่วนโรงเรียนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษา ให้เป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด

               หลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนในระบบ ประเภทสามัญศึกษา ตามวรรคหนึ่ง เฉพาะแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) ที่ต้องจัดส่งไปยังสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือสำนักงาน แล้วแต่กรณี ให้จัดทำและส่งในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ตามที่สำนักงานกำหนด”

               นอกจากนี้ ประธานมีเรื่องแจ้งที่ประชุมเพิ่มเติม ในเรื่องการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชน อันเนื่องจากการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) โดยแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีการพูดคุยปรึกษากับทางกระทรวงการคลังในการออกมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ในรูปแบบของการให้สินเชื่อ Soft loan ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

               ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการแจ้งในที่ประชุม เรื่อง การนัดหมายประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 5/2564 เป็นวันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ฐิติวัจน์ ชัยกิมานนท์ / ภาพ

ประกาย ศรีจันทึก / ข่าว

ประชาสัมพันธ์ สช.

https://www.pourhauslakewood.com