Menu Close

ผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 2/2564

ช่วงเช้าวันที่ 24 ก.พ.64 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนครั้งที่ 2 ประจำปี 2564 โดยมี นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ผู้แทนจากกองทุนสงเคราะห์ และผู้แทนสมาคมจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสรุปผลการประชุมที่สำคัญๆ ดังนี้

รับทราบ ผลการปฏิบัติงานตามมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

  1. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 23 ก.ย.63 ที่ประชุมมีมติขอให้ สช. ติดตามความคืบหน้าการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ นั้น ปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายที่กระทรวงการคลังจะดำเนินการต่อไป
  2. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 27 ม.ค.64 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างประกาศการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน จำนวน 2 ฉบับ นั้น ปัจจุบัน รมว.ศธ. ลงนามในประกาศฯ 2 ฉบับแล้ว เมื่อวันที่ 15 ก.พ.64 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  3. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 27 ม.ค.64 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคล ในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครู สำหรับนักเรียนทั้งโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา ระดับ ปวช. ให้ได้รับเท่ากับการอุดหนุนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับ ม.ปลาย โดยมอบ สอศ. เสนอ ศธ. พิจารณานำเสนอ ครม.พิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อไป นั้น ขณะนี้ สช.ได้จัดทำเรื่องเสนอแจ้ง สอศ. พิจรณาดำเนินการตามมติที่ประชุมแล้ว ตามหนังสือ ที่ ศธ 0211.4/807 ลว.29 ม.ค.64 ขณะนี้อยู่ระหว่าง สอศ.ดำเนินการเสนอ ศธ. เพื่อเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป
  4. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 27 ม.ค.64 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เลขาธิการ กช. แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ที่มีลักษณะแสวงหากำไรเกินสมควร ก่อนเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป นั้น ขณะนี้ สช.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเกี่ยวกับการกำหนดรายการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนในระบบแล้ว ตามคำสั่ง สช. ที่ 16/1564 สั่ง ณ วันที่ 26 ม.ค.64 ซึ่งคณะกรรมการฯได้จัดประชุมเพื่อวิเคราะห์การกำหนดรายการการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนเอกชนในระบบแล้ว ระหว่างวันที่ 9 – 11 ก.พ.2564 ณ โรงแรมแม่น้ำรามาดาพลาซา ซึ่งสำนักงานฯ จะรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบต่อไป

รับทราบ รายงานการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นให้แก่ผู้ปกครอง

         ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ประกาศ ณ วันที่ 2 มกราคม 2564 กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งของรัฐและเอกชนปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ในเดือนมกราคม 2564 นั้น

               สช.จึงได้มีหนังสือแจ้งให้โรงเรียนเอกชนในระบบรายงานการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นให้กับผู้ปกครอง โดยให้พิจารณาคืนตามสัดส่วนที่เป็นจริงหรือพิจารณาคืนตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการบรรเทาภาระและความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปกครองจึงเห็นควรรายงานสรุปการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นให้แก่ผู้ปกครอง (ข้อมูล ณ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔) ให้ที่ประชุมได้รับทราบ ดังนี้

               1. โรงเรียนเอกชนที่คืนค่าธรรมเนียมอื่น จำนวน ๔๒๔ โรง (กรุงเทพมหานคร ๑๑๖ โรง, ส่วนภูมิภาค ๔๐๘ โรง) รวมเป็นทั้งสิ้น จำนวน ๕๖๑,๘๕๓,๙๓๔ บาท จำแนกเป็น

               ค่าอาหาร                                      จำนวน ๑๙๒,๐๔๕,๗๖๕ บาท

               ค่าอาหารเสริม (นม)                           จำนวน     ๒,๗๗๖,๒๓๗ บาท

               ค่าอาหารว่าง                                  จำนวน   ๑๕,๕๔๙,๒๖๖ บาท

               ค่ารถรับส่ง                                     จำนวน   ๑๘,๗๑๓,๑๒๑ บาท

               ค่าเรียนดนตรี กีฬา และศิลปะ                จำนวน   ๑๖,๗๕๖,๗๓๑ บาท

               ค่าทัศนศึกษา                                  จำนวน   ๒๕,๔๐๗,๖๘๙ บาท

               ค่าเรียนคอมพิวเตอร์/ค่าอินเทอร์เน็ต/ค่าใช้บริการ ICT จำนวน ๔๘,๔๕๑,๘๑๑ บาท

               ค่าเรียนสอนเสริมภาษาต่างประเทศ          จำนวน   ๙๖,๑๖๘,๙๓๑ บาท

               ค่าซักฟอก                                      จำนวน     ๒,๙๔๐,๒๑๕ บาท

               ค่าเรียนวายน้ำ                                 จำนวน   ๓๖,๙๙๙,๘๖๙ บาท

               ค่าเรียนเสริมวิชาการ                          จำนวน   ๖๓,๑๑๐,๗๐๖ บาท

               ค่ากิจกรรมค่ายเสริมทักษะวิชาการ/วิชาชีพ  จำนวน   ๔๒,๙๓๓,๕9๓ บาท

         2. โรงเรียนที่ไม่คืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น เนื่องจากโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอนชดเชยให้นักเรียนตามจำนวนเวลาเรียนที่ขาดไปจนครบตามหลักสูตร เช่น วันเสาร์ วันหยุดราชการ และวันหยุดอื่น ๆ และได้นำค่าธรรมเนียมอื่นมาใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนการสอนออนไลน์
ใบงาน ใบความรู้ สื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ หนังสือนิทานแบบเรียน-หนังสือเรียน
และคลิปวิดีโอให้กับนักเรียน และบางโรงเรียนเปิดสอนตามปกติ

รับทราบ รายงานผลการคัดกรองนักเรียนโรงเรียนเอกชนกลุ่มยากจนพิเศษเพื่อรับเงินอุดหนุน
จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

               ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้ดำเนินการจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนแบบมีเงื่อนไข และโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา นั้น

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้ดำเนินการสำรวจความยากจนของนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสนับสนุนข้อมูลผ่านระบบการคัดกรองและติดตาม (Application) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 – 31 มีนาคม 2563 โดยมีเกณฑ์การคัดกรอง ดังต่อไปนี้

               1.   เกณฑ์รายได้ของครัวเรือน : นักเรียนรายงานรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาท/คน/เดือน

               2.  เกณฑ์คะแนนความยากจน : นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์รายได้ข้างต้น จะถูกนำมาคัดกรองด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม จำแนกระดับความยากจนเป็นสามประเภท ได้แก่

                   ๒.๑ นักเรียนยากจนน้อย  : คะแนนยากจน ≤ 45

                   ๒.๒ นักเรียนยากจน        : คะแนนยากจน 45 < คะแนนยากจน ≤ 50

                   ๒.๓ นักเรียนยากจนพิเศษ : คะแนนยากจน > 50

               สรุปผลการคัดกรองนักเรียนโรงเรียนเอกชน ปีการศึกษา 2562

  1. มีนักเรียนโรงเรียนเอกชนเข้าสู่การคัดกรองของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จำนวน8,069 คน
  2. ผลการคัดกรองนักเรียนเอกชนในสถานศึกษาเอกชนที่เป็นไปตามเกณฑ์ของนักเรียน
    ยากจนพิเศษ ที่จะได้รับความช่วยเหลือ มีจำนวน 2,495 คน จำแนกเป็น
  3. ระดับก่อนประถมศึกษา จำนวน    629 คน
  4. ระดับประถมศึกษา       จำนวน 1,149 คน
  5. ระดับมัธยมศึกษา         จำนวน    717 คน

               โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะให้เงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000 บาท
ต่อคนต่อปี

รับทราบ รายงานการเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ

               ด้วยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 126 วรรคสอง กำหนดว่า เมื่อผู้อนุญาต
ตรวจพบว่าโรงเรียนนอกระบบแห่งใดหยุดดำเนินกิจการเกินเก้าสิบวันโดยไม่แจ้งเลิกกิจการตามวรรคหนึ่ง
ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบดังกล่าวได้ ประกอบกับคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ 258/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจติดตามมาตรการรองรับในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สั่ง ณ วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563
และคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ 267/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจติดตามมาตรการรองรับในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สั่ง ณ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ให้ตรวจติดตามโรงเรียนนอกระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการเปิดเรียน
ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบว่า มีโรงเรียนนอกระบบจำนวนหนึ่งมิได้ดำเนินกิจการโรงเรียนและไม่มีสภาพการเป็นโรงเรียนแล้ว หยุดดำเนินกิจการเกินกว่าเก้าสิบวัน โดยไม่แจ้งให้ผู้อนุญาตทราบ และไม่สามารถติดต่อผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนให้มาดำเนินการเลิกกิจการโรงเรียน
ตามที่กฎหมายกำหนดได้ นั้น

  1. กรุงเทพมหานคร สั่งเพิกถอนใบอนุญาต จำนวน 954 โรง

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนพิจารณาแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 126 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 954 โรง รายละเอียดดังต่อไปนี้ 

  • ครั้งที่ 1/2564 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบในกรุงเทพมหานคร  จำนวน 609 โรง  ตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ 11/ 2564 เรื่อง เพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ในกรุงเทพมหานคร สั่ง ณ วันที่ 19  มกราคม 2564 
  • ครั้งที่ 2 /2564 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบในกรุงเทพมหานคร จำนวน 345 โรง ตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ 19/ 2564 เรื่อง เพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ในกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 /2564 สั่ง ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564

               หมายเหตุ : ในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีโรงเรียนนอกระบบดำเนินกิจการ 1,691 โรง (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 จากระบบระบบศูนยกลางบูรณาการขอมูลทะเบียนโรงเรียนและประวัติผู้เรียน ครู บุคลากรโรงเรียนเอกชน : PEDC )

  • ส่วนภูมิภาค สั่งเพิกถอนใบอนุญาต จำนวน 160 โรง

               สำนักงานฯ ได้มีหนังสือ ที่ ศธ.0211.8/13267 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2563 แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและรับผิดชอบโรงเรียนนอกระบบในส่วนภูมิภาค ตรวจสอบโรงเรียนนอกระบบและดำเนินการตามกระบวนการเพิกถอนใบอนุญาตหากพบว่า โรงเรียนนอกระบบแห่งใดหยุดดำเนินกิจการเกินกว่าเก้าสิบวันโดยไม่แจ้งให้ผู้อนุญาตทราบ ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโรงเรียนนอกระบบดังกล่าวได้ ตามมาตรา 126 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 และรายงานให้สำนักงานฯ ทราบ ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 และปรับปรุงข้อมูลโรงเรียนให้เป็นปัจจุบัน ในการนี้ สำนักงานฯ ได้รับรายงานการเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบในส่วนภูมิภาค ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2564 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564) ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา 21 โรง ระยอง 35 โรง บุรีรัมย์ 25 โรง อุบลราชธานี 52 โรง อำนาจเจริญ 2 โรง หนองคาย 5 โรง ลำปาง 5 โรง พะเยา 4 โรง พิษณุโลก 6 โรง สุพรรณบุรี 1 โรง สมุทรสาคร 1 โรง สมุทรสงคราม 3 โรง รวมทั้งสิ้น 160 โรง

               หมายเหตุ : ในส่วนภูมิภาค ปัจจุบัน มีโรงเรียนนอกระบบ ดำเนินกิจการ จำนวน  3,356  โรง (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.พ.2564 จากระบบระบบศูนยกลางบูรณาการขอมูลทะเบียนโรงเรียนและประวัติ
ผูเรียน ครู บุคลากรโรงเรียนเอกชน : PEDC)

รับทราบ รายงานข้อมูลจำนวนโรงเรียนเอกชน ประจำเดือนกุมภาพันธ์  2564

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรรายงานข้อมูลจำนวนโรงเรียนเอกชน แต่ละประเภท ประจำเดือนเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้รับทราบ ดังนี้

โรงเรียนในระบบ รวมจำนวน 3,975 โรง (จัดตั้งใหม่ 2 โรง, เลิกกิจการ 2 โรง)

1.  ประเภทสามัญศึกษา      3,753  โรง        (จัดตั้งใหม่ 1 โรง, เลิกกิจการ 2 โรง)

2.  ประเภทนานาชาติ            222  โรง        (จัดตั้งใหม่ 1 โรง)

โรงเรียนนอกระบบ รวมจำนวน 7,708 โรง (จัดตั้งใหม่ 6 โรง, รอตรวจสอบ 2 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 26 โรง, เลิกกิจการ 18 โรง)

1.  ประเภทสอนศาสนา      167 โรง   (เลิกกิจการ 1 โรง)

2.  ประเภทศิลปะและกีฬา  574  โรง  (จัดตั้งใหม่ 3 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 4 โรง)

3.  ประเภทวิชาชีพ    2,114 โรง  (จัดตั้งใหม่ 2 โรง, รอตรวจสอบ 1 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 20 โรง, เลิกกิจการ 10 โรง)

4.  ประเภทกวดวิชา   1,948 โรง  (รอตรวจสอบ 1 โรง, เลิกกิจการ 4 โรง)

5.  ประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต 247 โรง (ปรับสถานะเปิดกิจการ 2 โรง, เลิกกิจการ 3 โรง)

6.  สถาบันศึกษาปอเนาะ     521 โรง (จัดตั้งใหม่ 1 โรง)

7.  ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)  2,137 โรง

รับทราบ รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดเก็บข้อมูล เอกสาร หลักฐานทางการศึกษาเอกชน ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2564

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานจัดเก็บข้อมูล เอกสาร หลักฐานทางการศึกษาเอกชน ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้รับทราบ ดังนี้

1.  การจัดส่งแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา ปพ. 3 และ รนช. โรงเรียนในระบบจัดส่งครบทุกโรงเรียน มีผลการตรวจสอบดังต่อไปนี้

                   – ตรวจสอบแล้ว                                                  จำนวน 1,334   โรงเรียน

                             – ประเภทสามัญ                                        จำนวน 1,213   โรงเรียน

                             – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน    121  โรงเรียน

                   – รอตรวจสอบ                                                   จำนวน    123  โรงเรียน

                             – ประเภทสามัญ                                        จำนวน    123  โรงเรียน

                             – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน        –   โรงเรียน

                   – แจ้งโรงเรียนแก้ไขข้อมูลแล้ว                                   จำนวน    727  โรงเรียน

                             – ประเภทสามัญ                                        จำนวน    727  โรงเรียน

                             – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน        –  โรงเรียน

                   – อยู่ระหว่างการแจ้งโรงเรียนแก้ไขให้ถูกต้อง                   จำนวน    589  โรงเรียน

                             – ประเภทสามัญ                                        จำนวน    589  โรงเรียน

                             – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน    –       โรงเรียน

               2.  การจัดส่งใบอนุญาต ตราสาร และรายงานกิจการโรงเรียนในระบบ

                             – ประเภทสามัญศึกษา

                    – ยังไม่ส่งใบอนุญาต จากเดิม 397 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 357 โรงเรียน

                   – ยังไม่ส่งตราสาร          จากเดิม 143 โรงเรียน     ปัจจุบันคงเหลือ 132 โรงเรียน

                             – ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จากเดิม 575 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 551 โรงเรียน

                   – ประเภทนานาชาติ

                             – ยังไม่ส่งใบอนุญาต จากเดิม 4  โรงเรียน   ปัจจุบันคงเหลือ 4 โรงเรียน

                             – ยังไม่ส่งตราสาร          จากเดิม 12 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 12 โรงเรียน

                             – ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จากเดิม 34 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 34 โรงเรียน

3.  การจัดส่งใบอนุญาต และรายงานกิจการของโรงเรียนนอกระบบ สถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)

–  ยังไม่ส่งใบอนุญาต จำนวน 2,685 โรงเรียน

–  ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จำนวน 4,943 โรงเรียน

รับทราบ ผลสถานะกองทุนสงเคราะห์

               ผู้แทนจากกองทุนสงเคราะห์ ได้รายงานผลสถานะกองทุนสงเคราะห์ให้คณะกรรมการได้รับทราบ ประจำเดือน ธันวาคม 2563 โดยมีสรุปรวมสินทรัพย์ทั้งสิ้น 28,688,809,824.21 บาท แบ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 22,807,816,895.78 บาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 5,880,992,928.43 บาท มีสรุปรวมหนี้สินและส่วนของเงินกองทุน 28,688,809,824.21 บาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน  1,792,396,429.47 บาท และส่วนของเงินกองทุน 26,896,413,394.74 บาท ทั้งนี้ ได้รายงานสรุปรายรับ-รายจ่าย ตั้งแต่วันที่ 1- 31 ธันวาคม 2564 ว่า มีรายรับ 39,186,201.98 บาท และมีรายจ่าย 45,503,163.02 บาท โดยสรุปได้ว่ามีรายรับต่ำกว่ารายจ่าย จำนวน 6,316,961.04 บาท

เห็นชอบ ร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง การอุดหนุน
เป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ครูโรงเรียนเอกชน

               ด้วยสำนักงานฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ตามแผนงานโครงการงบเงินอุดหนุนรายการเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวครูโรงเรียนเอกชน จำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่เพียงพอในการเบิกจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพของครูโรงเรียนเอกชน และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายการเพิ่มการครองชีพชั่วคราวครูโรงเรียนเอกชน จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งลดลงจำนวนครึ่งหนึ่งของเงินงบประมาณที่เคยได้รับ ในการนี้ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาแก้ไขกรณีดังกล่าว จึงได้ยกร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง การอุดหนุนเป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ครูโรงเรียนเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการเบิกเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวครูโรงเรียนเอกชน โดยมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ อนุมัติหลักการให้ความช่วยเหลือ แก่ครูโรงเรียนเอกชน ดังนี้

               ๑.  อนุมัติในหลักการที่จะให้การช่วยเหลือแก่ครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา และอาชีวศึกษา จำนวน ๘๙,๘๑๖ คน โดยอุดหนุนเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้แก่ครูโรงเรียนเอกชนที่ได้รับเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ ๑๑,๗๐๐ บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ ๑๑,๗๐๐ บาท กรณีจำนวนเงินที่ได้รับดังกล่าวรวมกันแล้วไม่ถึงเดือนละ ๘,๒๐๐ บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มจากเงินเดือนอีกจนถึงเดือนละ ๘,๒๐๐ บาท ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป โดยให้สำนักงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลังไปพิจารณาในรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักเกณฑ์และอัตราการช่วยเหลือ รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วน

               ๒. ให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของกระทรวงการคลังที่เห็นควรให้ผู้ประกอบการศึกษาภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบเพิ่มเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวดังกล่าวกึ่งหนึ่ง และรัฐบาลสมทบกึ่งหนึ่ง และการปรับเพิ่มอัตราเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของครูโรงเรียนเอกชน ให้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเป็นคราว ๆ ไป โดยมิให้นำหลักการการปรับอัตราเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำมาเปลี่ยนแปลงอัตราเงินอุดหนุนเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้แก่ครูโรงเรียนเอกชน รวมทั้งจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนครูโรงเรียนเอกชนซึ่งมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้เป็นข้อมูลปัจจุบันด้วย ไปประกอบการพิจารณาด้วย

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจึงได้ยกร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง การอุดหนุนเป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ครูโรงเรียนเอกชน และนำเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ฝ่ายกฎหมาย พิจารณาให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว มีสาระสำคัญประกอบด้วย

               1.  ยกเลิกประกาศฉบับเดิม

               2.  ปรับแก้ไขคำนิยาม

                   “โรงเรียน” โดยตัดโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษาออก เนื่องจากย้ายไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และปัจจุบันไม่มีการเบิกจ่ายค่าครองชีพฯ ดังกล่าวแล้ว

                   “ครู” โดยตัด บุคลากรทางการศึกษาและผู้อำนวยการของโรงเรียนออก เนื่องจากตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ตำแหน่งดังกล่าวต้องบรรจุวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ประกอบกับ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555  ให้ปรับเพิ่มเงินเดือนครูโรงเรียนเอกชนวุฒิปริญญาตรีให้ได้รับเดือนละ 15,000 บาท โดยปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการวุฒิปริญญาตรีต่อเนื่อง 3 ปี (ปี 2555 – 2557) ดังนั้น ครูที่บรรจุหลัง 1 มกราคม 2557 ที่จบวุฒิปริญญาตรีควรได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนเป็น 15,000 บาทแล้ว และไม่ควรได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพครูวุฒิต่ำกว่าปริญญา

               3.  แก้ไขหน่วยงานในส่วนภูมิภาคจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน

               4.  หลักเกณฑ์การให้เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว

               5.  วิธีการขอรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว

               6.  การเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้เป็นไปตามที่สำนักงานกำหนด โดยทำเป็นหนังสือแจ้งแนวทางการเบิกจ่าย

               7.  การกำกับดูแล

เห็นชอบ ร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง การอุดหนุนเงินเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียน พ.ศ. ….                

               ด้วยรัฐบาลมีนโยบายให้ความช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประเภทการกุศลที่มีฐานะยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ และนักเรียนที่มีปัญหาทุพโภชนาการหรือขาดแคลนอาหารกลางวันในโรงเรียนประเภทสามัญศึกษาทั่วไปเป็นค่าอาหารกลางวัน และได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเป็นรายปี เพื่อลดภาวะทุพโภชนาการ เพื่อพัฒนาร่างกายของนักเรียนในโรงเรียนเอกชนให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีน้ำหนักและส่วนสูงเพิ่มขึ้น

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจึงเห็นควรปรับปรุงประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียน พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยได้นำเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ฝ่ายกฎหมาย พิจารณาให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว มีสาระสำคัญประกอบด้วย

      1.  ยกเลิกประกาศฉบับเดิม

      2.  ปรับแก้ไขคำนิยาม

          “นักเรียนทุพโภชนาการ” ให้สอดคล้องกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

        “นักเรียนยากจนขาดแคลน” ที่สามรถขอรับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้เป็นไปตามที่สำนักงานกำหนด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ

               3.  โรงเรียนที่มีสิทธิขอรับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันต้องเป็นโรงเรียนในระบบที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคล แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนการศึกษาพิเศษ

               4.  การจัดสรรเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้คำนวณจากจำนวนนักเรียน ณ วันที่ 10 มิถุนายน ของปีการศึกษาที่ขอรับ โดยสำนักงานจัดสรรในปีงบประมาณถัดไป ตามอัตราที่ทางราชการกำหนดทั้งนี้ ต้องไม่เกินวงเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยให้จัดสรรแก่โรงเรียนการกุศลก่อนอันดับแรก หากคงเหลือให้จัดสรรให้แก่โรงเรียนสามัญทั่วไป

  5.  การยื่นขอรับเงินค่าอาหารกลางวัน ให้เป็นไปตามที่สำนักงานกำหนด และการรายงานผลการดำเนินงาน

      6.  การดำเนินงานเกี่ยวกับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของสำนักงาน

      7.  การเบิกจ่ายและบริหารงบประมาณเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของโรงเรียน

      8.  การเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของโรงเรียน

เห็นชอบ ร่างคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มอบอำนาจการอนุมัติหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐

               สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การพิจารณาอนุมัติหลักสูตรประเภทศิลปะและกีฬา ประเภทวิชาชีพ และประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิตของโรงเรียนนอกระบบที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เป็นไปด้วยความคล่องตัวในการบริหารจัดการและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงเห็นควรยกเลิกคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป ๖๗๕/๒๕๕๒ เรื่อง มอบอำนาจการอนุมัติหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ ประเภทศิลปะและกีฬา ประเภทวิชาชีพ และประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต สั่ง ณ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ จากเดิมที่ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้อนุมัติหลักสูตรดังกล่าวของโรงเรียนอกระบบที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุมัติหลักสูตรดังกล่าวของโรงเรียนอกระบบที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด นั้น เห็นควรมอบอำนาจการอนุมัติหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนปฏิบัติราชการแทน

เห็นชอบ ข้อเสนอการกำหนดค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน

               คณะกรรมการศึกษาการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชนและอัตราส่วนครูต่อนักเรียนพิการที่เหมาะสมในโรงเรียนเอกชน ได้ดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการฯ 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันอังคารที่ 26 มกราคม 2564 และครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อจัดทำข้อเสนอการกำหนดค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน เพื่อเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนพิจารณาปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะและการได้รับการดูแลจากรัฐระหว่างนักเรียนพิการในแต่ละสังกัด และเพื่อให้การจัดการศึกษาพิเศษสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชนมีคุณภาพ ไม่เป็นภาระแก่นักเรียน ผู้ปกครอง และสถานศึกษาที่ดูแลนักเรียนพิการจนเกินไป สามารถพัฒนาศักยภาพของนักเรียนพิการให้เต็มศักยภาพของแต่ละคน ซึ่งจะส่งผลให้คนพิการเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า สร้างประโยชน์และเพิ่มผลผลิตให้แก่สังคมได้มากยิ่งขึ้น

               ข้อเสนอการกำหนดค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน มีสาระสำคัญประกอบด้วย

      1. ความเป็นมา

      2. ประวัติการจัดการศึกษาพิเศษของเอกชนและรัฐบาล

      3. หลักการและเหตุผล

      4. ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

          4.1 สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ

          4.2 สภาพปัจจุบันและปัญหา

                   (1) อัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนพิการในปัจจุบัน

                   (2) ปัญหาของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา

                   (3) ปัญหาของโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา

                   (4) ระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

      5. หลักการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายรายบุคคล

      6. การใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น

          ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการได้จัดทำปฏิทินกำหนดวันและเวลาในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประจำปี 2564 โดยนัดหมายการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2564 ในวันพุธที่ 24 มีนาคม 2564 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ฐิติวัจน์ ชัยกิมานนท์ / ภาพ

ประกาย ศรีจันทึก / ข่าว

ประชาสัมพันธ์ สช.

https://www.pourhauslakewood.com