Menu Close

ผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2564

เช้าวันนี้ (27 ม.ค. 64) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 โดยมีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ผู้แทนสมาคมจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสรุปผลการประชุมที่สำคัญๆ ดังนี้

รับทราบ ผลการปฏิบัติงานตามมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

  1. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 23 ก.ย.63 ที่ประชุมมีมติขอให้ สช. ติดตามความคืบหน้าการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ นั้น ปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายที่กระทรวงการคลังจะดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ รมช.ศธ. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ได้สั่งการให้ สช.ทำบันทึกเสนอเพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวด้วย
  2. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 12/2563 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.63 ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าภาพในการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการให้การช่วยเหลือและส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษในสถานศึกษาเอกชน โดนคณะทำงานประกอบด้วย ผู้แทนจาก สช. ผู้แทนจาก สอศ. และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั้น ขณะนี้ สช. ได้จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน และอัตราส่วนครูต่อนักเรียนพิการที่เหมาะสมในโรงเรียนเอกชน ตามคำสั่ง ที่ 5/2564 สั่ง ณ วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2564
  3. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 12/2563 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.63 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบ ศธ. ว่าด้วยคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบจังหวัด พ.ศ…. นั้น ปัจจุบัน สช. ได้จัดทำเรื่องเสนอ รมว.ศธ. แล้ว ตามหนังสือ ที่ ศธ 0211.1/83 ลงวันที่ 8 มกราคม 2564 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
  4. จากการประชุม กช. ครั้งที่ 12/2563 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.63 ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ สช. มีหนังสือหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในประเด็นการลงโทษเปรียบเทียบปรับ กรณี โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เปิดห้องเรียนเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต และเข้าข่ายความผิด ตามมาตรา 132 แห่ง พรบ.โรงเรียนเอกชนฯ นั้น ขณะนี้ สช. ได้จัดทำหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0211.1/949 ลงวันที่ 19 มกราคม 2564 เพื่อขอหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

รับทราบ การควบคุมกิจการของโรงเรียนภาษานุสรณ์บางแค

          สช. ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนภาษานุสรณ์บางแคอยู่ในการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตามคำสั่ง สช. ที่ 8/2563 สั่ง ณ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ด้วยปรากฏว่า นายประพันธ์  ลักษณียนาวิน  ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนภาษานุสรณ์บางแค ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง พรบ.โรงเรียนเอกชนฯ ดังนี้

  1. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนให้แก่บุคคลภายนอก  โดยไม่แจ้งให้ผู้อนุญาตทราบ
  2. ไม่ยื่นขอเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้งเกี่ยวกับการจดทะเบียนการเช่าที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียน
  3. นำสิ่งปลูกสร้าง  อาคารเรียน  อาคารประกอบ  ซึ่งเป็นส่วนของที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของโรงเรียนไปขายฝาก  โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก คกก.บริหารฯเป็นเหตุให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนตกไปเป็นของบุคคลภายนอก
  4. การดำเนินกิจการของโรงเรียนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่มีทุนเพียงพอที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ตามปกติ

          และจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนภาษานุสรณ์บางแค ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนได้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด มีการใช้เงินอุดหนุนอาหารเสริม (นม) ไปใช้จ่ายนอกเหนือวัตถุประสงค์ ทำให้นักเรียนไม่ได้รับอาหารเสริม (นม) ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักเรียนอย่างร้ายแรง

          สช.พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินกิจการของโรงเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อนักเรียน ครู และประชาชน จึงมีคำสั่งให้โรงเรียนภาษานุสรณ์บางแคอยู่ในการควบคุมของ สช. และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนภาษานุสรณ์บางแค ตามคำสั่ง สช. ที่ 9/2563  สั่ง ณ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563 โดยคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนฯได้มีเรื่องเสนอพิจารณา คือ

1.  การรับมอบทรัพย์สิน พร้อมด้วยสรรพสมุดบัญชี เอกสาร และสิ่งอื่นเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของโรงเรียนตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับนักเรียนทั้งหมดของโรงเรียน

2.  แนวทางในการแก้ปัญหาของโรงเรียนภาษานุสรณ์บางแค ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ

             2.1  การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่

             2.2  การแก้ไขปัญหาเรื่องอาหารเสริม (นม)

             2.3  หลักฐานที่จะแสดงถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน หรือสิทธิเหนือพื้นดิน หรือสิทธิเก็บกินที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสิบปีหรือสิทธิการเช่าที่มีสัญญาเช่าไม่น้อยกว่าสิบปีในที่ดิน

             2.4  การดำเนินกิจการของโรงเรียนภาษานุสรณ์บางแคในอนาคต

         3.  การพิจารณามอบหมายการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ และผู้จัดการของโรงเรียนภาษานุสรณ์บางแค ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554

         ขณะนี้ ทางโรงเรียนแจ้งต่อคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนว่า จะดำเนินการแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆให้เรียบร้อยภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้ นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาอาชีวะเอกชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ. รับเรื่องไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รับทราบ การซักซ้อมความเข้าใจการจัดการเรียนการสอนระหว่างปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ และการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาให้แก่ผู้ปกครอง

         ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ประกาศ ณ วันที่ 2 มกราคม 2564 กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งของรัฐและเอกชนปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ และ สช. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองเป็นจำนวนมากว่า โรงเรียนในระบบประเภทสามัญศึกษาและประเภทนานาชาติได้บังคับให้นักเรียนระดับก่อนประถมศึกษาและระดับประถมศึกษาต้องเรียนผ่านออนไลน์เท่านั้น ซึ่งไม่เหมาะสมกับนักเรียน รวมทั้งยังเป็นการสร้างภาระและความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปกครองมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการเรียกร้องให้โรงเรียนคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น นั้น

         สช.จึงได้มีหนังสือถึงโรงเรียนเอกชน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจการจัดการเรียนการสอนระหว่างปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษและการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาให้แก่ผู้ปกครอง โดยประกาศดังกล่าวมิได้บังคับให้โรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนเฉพาะผ่านออนไลน์เท่านั้น โรงเรียนสามารถบริหารจัดการเรียนการสอนได้ตามบริบทและความเหมาะสม หากโรงเรียนใดมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีใดๆได้เลย ก็ให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนชดเชยเมื่อสามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในระบบประเภทสามัญศึกษาและประเภทนานาชาติมีความเหมาะสมกับนักเรียนและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน รวมทั้งเป็นการบรรเทาภาระและความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปกครองในกรณีผู้ปกครองร้องขอคืนเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ให้โรงเรียนพิจารณา ดังนี้

         1.  ค่าธรรมเนียมการศึกษารายการใดที่โรงเรียนจัดเก็บจากผู้ปกครองและไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเนื่องจากปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ควรพิจารณาคืนตามสัดส่วนที่เป็นจริง ได้แก่

             1.1  ค่าอาหารและค่าอาหารว่าง

             1.2  ค่ารถรับส่ง

             1.3  ค่าเรียนดนตรี กีฬาและศิลปะ (กรณีโรงเรียนไม่ได้จัดการเรียนการสอนผ่านออนไลน์)

             1.4  ค่าทัศนศึกษา

             1.5  ค่าอาหารเสริม (นม) (กรณีโรงเรียนไม่ได้จัดซื้อและจัดส่งให้นักเรียนถึงบ้าน)

         2.  ค่าธรรมเนียมอื่นรายการใดที่โรงเรียนจัดเก็บจากผู้ปกครอง หากมิได้ดำเนินการใดควรพิจารณาคืนตามความเหมาะสม ได้แก่

             2.1  ค่าเรียนคอมพิวเตอร์/ค่าอินเตอร์เน็ต/ค่าใช้บริการ ICT

             2.2  ค่าเรียนเสริมภาษาต่างประเทศ

             2.3  ค่าซักฟอก

             2.4  ค่าเรียนว่ายน้ำ

             2.5  ค่าเรียนเสริมวิชาการ

             2.6  ค่ากิจกรรมค่ายเสริมทักษะวิชาการ/วิชาชีพ

         ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงรายการค่าธรรมเนียมอื่นที่โรงเรียนจัดเก็บโดยใช้ชื่อเรียกอื่นๆที่มีวัตถุประสงค์ในทำนองเดียวกันด้วย

         นอกจากนี้ สช. ยังได้มีหนังสือถึง ศธจ.  ผอ.สช.จังหวัด และผู้รับใบอนุญาต ร.ร.เอกชนในระบบ เกี่ยวกับการจัดทำประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น  ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนกำหนดไว้ เพื่อให้โรงเรียนเอกชนในระบบถือปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และขอให้โรงเรียนได้จัดส่งรายงานการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ สช. ทราบด้วย

รับทราบ การพัฒนาหลักสูตรต้นแบบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประจำปี 2564

         ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายและจุดเน้นสำคัญประการหนึ่งในเรื่องการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในการจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท โดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมทั้งแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ

         สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มีนโยบายให้ส่งเสริมโรงเรียนนอกระบบผลิตผู้เรียนที่มีศักยภาพรอบด้าน ทั้งด้านทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 พร้อมทั้งปลูกฝังเจตคติที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของวิทยาการต่างๆ ที่เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม กรณีพี่เลี้ยงในโรงเรียนเอกชนจะต้องได้รับการพัฒนาเร่งด่วนอย่างทั่วถึง จึงได้กำหนดให้มีการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะโรงเรียนนอกระบบที่เชื่อมโยงกับระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ โดยมีเป้าหมายให้ผู้จบหลักสูตร จะต้องเป็นมืออาชีพในการทำงานตามความต้องการของตลาดงานและการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

         สช. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำกรอบและพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบตามมาตรฐานอาชีพ ระหว่างวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2563 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร และผู้แทนหน่วยงาน ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับหลักสูตรและมาตรฐานอาชีพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมกิจการเด็กและเยาวชน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัย สมาคมโรงเรียนบริบาล และโรงเรียนนอกระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำหลักสูตรต้นแบบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หลักสูตรผู้ดูแลเด็ก (พี่เลี้ยงในโรงเรียน) และหลักสูตรอาหารสำหรับผู้สูงอายุ

         การดำเนินงานจัดทำหลักสูตรต้นแบบสำนักงานฯ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่ร่วมกันจัดทำหลักสูตร ได้นำเนื้อหาของหน่วยสมรรถนะตามมาตรฐานสาขาอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) ซึ่งได้กำหนดไว้ในแต่ละระดับ ไปใช้เป็นฐานในการกำหนดเนื้อหาและจำนวนชั่วโมงในการจัดทำและการวิพากษ์หลักสูตร เพื่อให้ได้หลักสูตรต้นแบบสำนักงานฯ ที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพฯ และผู้เรียนสามารถนำประกาศนียบัตรที่ได้รับจากโรงเรียนนอกระบบไปยื่นขอรับการประเมินสมรรถนะส่วนบุคคลตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพได้  ดังนี้

         1) หลักสูตรผู้ดูแลเด็กพื้นฐาน เวลาเรียน จำนวน 70 ชั่วโมง ยื่นขอรับการประเมินในระดับ 1,2

         2) หลักสูตรผู้ดูแลเด็กมืออาชีพ เวลาเรียน จำนวน 70 ชั่วโมง ยื่นขอรับการประเมินในระดับ 3,4

         3) หลักสูตรอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ  เวลาเรียน จำนวน  90 ชั่วโมง

         4) หลักสูตรอาหารไทยมืออาชีพ  เวลาเรียน จำนวน  90 ชั่วโมง

         โดยหลักสูตรอาหารฯ ข้อ 3) และ 4) สามารถยื่นขอรับการประเมินสมรรถนะส่วนบุคคลได้ในระดับ 1,2 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และในระยะต่อไปผู้เรียนสามารถนำผลการเรียนไปเทียบโอนความรู้และการให้หน่วยกิตจากการศึกษานอกระบบกับสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งกำหนด

         นอกจากนี้ โรงเรียน/ผู้ขอใช้หลักสูตร ได้เสนอหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบ เพื่อขออนุมัติใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยสำนักงานฯ ได้นำเสนอคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบฯตามคำสั่ง สป. ที่ 2101/2560 ซึ่งมีหลักสูตรที่ผ่านการพิจารณาในรายละเอียดตามหลักเกณฑ์ และเสนอต่อปลัดกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว จำนวน 4 หลักสูตร โดยเจ้าของหลักสูตรดังกล่าวมีหนังสือยินยอมให้สำนักงานฯ นำไปใช้เป็นหลักสูตรต้นแบบ เพื่อให้โรงเรียนนอกระบบนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้

1) หลักสูตรผู้จัดการศูนย์ฝึกอบรมกีฬาฟุตบอล เวลาเรียน จำนวน 50 ชั่วโมง

2) หลักสูตรกีฬายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน เวลาเรียน จำนวน 40 ชั่วโมง

3) หลักสูตรยิมนาสติกเบื้องต้นสำหรับเด็กเล็ก เวลาเรียน จำนวน 40 ชั่วโมง

4) หลักสูตรยิมนาสติกเบื้องต้น เวลาเรียน จำนวน 40 ชั่วโมง

         ดังนั้น  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จึงมีหลักสูตรต้นแบบของโรงเรียนนอกระบบที่ทันสมัย และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการเพิ่มอีกจำนวน 8 หลักสูตร และจะนำไปประกาศใช้ต่อสาธารณชนต่อไป

รับทราบ ข้อมูลจำนวนโรงเรียนเอกชน ประจำเดือนมกราคม 2563

               – โรงเรียนในระบบ  รวมจำนวน 3,975 โรง (จัดตั้งใหม่ 2 โรง,เลิกกิจการ 2 โรง)

               1.  ประเภทสามัญศึกษา  3,754  โรง  (จัดตั้งใหม่ 1 โรง,เลิกกิจการ 2 โรง)

               2.  ประเภทนานาชาติ       220  โรง  (จัดตั้งใหม่ 1 โรง)

               – โรงเรียนนอกระบบ รวมจำนวน 7,696 โรง (จัดตั้งใหม่ 25 โรง, รอตรวจสอบ 1 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 6 โรง, เลิกกิจการ 17 โรง)

               1.  ประเภทสอนศาสนา      168 โรง

               2.  ประเภทศิลปะและกีฬา  567 โรง  (จัดตั้งใหม่ 1 โรง)

               3.  ประเภทวิชาชีพ         2,103 โรง  (จัดตั้งใหม่ 8 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 2 โรง, เลิกกิจการ 14 โรง)

               4.  ประเภทกวดวิชา        1,953 โรง  (จัดตั้งใหม่ 12 โรง, รอตรวจสอบ 1 โรง, ปรับสถานะเปิดกิจการ 4 โรง, เลิกกิจการ 3 โรง)

               5.  ประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต 248 โรง (จัดตั้งใหม่ 2 โรง)

               6.  สถาบันศึกษาปอเนาะ          520 โรง (จัดตั้งใหม่ 1 โรง)

               7.  ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)  2,137 โรง (จัดตั้งใหม่ 1 โรง)

รับทราบ ความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดเก็บข้อมูล เอกสาร หลักฐานทางการศึกษาเอกชน ประจำเดือนมกราคม 2564

                สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเห็นสมควรรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานจัดเก็บข้อมูล เอกสาร หลักฐานทางการศึกษาเอกชน ประจำเดือนมกราคม 2564 ดังนี้

         1.  การจัดส่งแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา ปพ.3 และ รนช. โรงเรียนในระบบจัดส่งครบทุกโรงเรียน มีผลการตรวจสอบดังต่อไปนี้

             – ตรวจสอบแล้ว                                              จำนวน 1,190 โรงเรียน

                   – ประเภทสามัญ                                        จำนวน 1,005 โรงเรียน

                   – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน 185 โรงเรียน

– รอตรวจสอบ                                                จำนวน 303 โรงเรียน

                   – ประเภทสามัญ                                        จำนวน 303 โรงเรียน

                   – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน – โรงเรียน

– แจ้งโรงเรียนแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว                           จำนวน 634 โรงเรียน

                   – ประเภทสามัญ                                        จำนวน 633 โรงเรียน

                   – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน 1 โรงเรียน

– อยู่ระหว่างการแจ้งโรงเรียนแก้ไขให้ถูกต้อง               จำนวน 711 โรงเรียน

                   – ประเภทสามัญ                                        จำนวน 711 โรงเรียน

                   – ประเภทนานาชาติ                                   จำนวน – โรงเรียน

         2.  การจัดส่งใบอนุญาต ตราสาร และรายงานกิจการโรงเรียนในระบบ

             – ประเภทสามัญศึกษา

      – ยังไม่ส่งใบอนุญาต จากเดิม 416 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 397 โรงเรียน

      – ยังไม่ส่งตราสาร จากเดิม 166 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 143 โรงเรียน       

      – ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จากเดิม 626 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 575 โรงเรียน

             – ประเภทนานาชาติ

      – ยังไม่ส่งใบอนุญาต จากเดิม 4 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 4 โรงเรียน

      – ยังไม่ส่งตราสาร จากเดิม 13 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 12 โรงเรียน

      – ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จากเดิม 36 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 34 โรงเรียน

         3.  การจัดส่งใบอนุญาต และรายงานกิจการโรงเรียนนอกระบบ

– ยังไม่ส่งใบอนุญาต จากเดิม 1,629 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 1,621 โรงเรียน

– ยังไม่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ จากเดิม 4,064 โรงเรียน ปัจจุบันคงเหลือ 4,044 โรงเรียน

รับทราบ ผลสถานะกองทุนสงเคราะห์

          ผู้แทนจากกองทุนสงเคราะห์ ได้รายงานผลสถานะกองทุนสงเคราะห์ให้คณะกรรมการได้รับทราบ ประจำเดือน พฤศจิกายน 2563 โดยมีสรุปรวมสินทรัพย์ทั้งสิ้น 28,507,431,841.68 บาท แบ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 22,626,452,266.85 บาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 5,880,979,574.83 บาท มีสรุปรวมหนี้สินและส่วนของเงินกองทุน 28,507,431,841.68 บาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน  1,784,382,829.11 บาท และส่วนของเงินกองทุน 26,723,049,012.57 บาท ทั้งนี้ ได้รายงานสรุปรายรับ-รายจ่าย ตั้งแต่วันที่ 1- 30 พฤศจิกายน 2563 ว่า มีรายรับ 28,717,287.53 บาท และมีรายจ่าย 37,488,133.65 บาท โดยสรุปได้ว่ามีรายรับต่ำกว่ารายจ่าย จำนวน 8,770,846.12 บาท

เห็นชอบ การปรับปรุงแก้ไขประกาศการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ
เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน

          สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้มีประกาศ กช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียนฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด – 19 และสาธารณภัย สามารถกู้ยืมเงิน/ยืมเงินจากกองทุนฯ ได้โรงละไม่เกิน 1,000,000 บาท  ระยะเวลาผ่อนชำระหนี้  2 ปี ใช้บุคคลที่มีรายได้ประจำไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท เป็นหลักประกัน นั้น

          สช. ได้อนุมัติให้โรงเรียนเอกชนในระบบกู้ยืมเงิน และยืมเงินจากกองทุนฯ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียนไปแล้ว จำนวน  280 โรง รวมเป็นเงิน 255,780,000 บาท จำแนกเป็นโรงเรียนในระบบ (ประเภทสามัญศึกษา-ประเภทอาชีวศึกษา) จำนวน 259 โรง จำนวนเงิน   235,480,000 บาท และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ จำนวน 21 โรง จำนวนเงิน 20,300,000 บาท

          สช. เห็นควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขประกาศการดำเนินงานของกองทุนฯ เพื่อให้กองทุนฯสามารถช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในระบบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และสาธารณภัยได้มากยิ่งขึ้น โดยเห็นควรให้มีการเพิ่มวงเงินให้กู้ยืมเงิน/ยืมเงิน จาก 1,000,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 3,000,000 บาท และกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้จาก 2 ปี เป็นสูงสุดไม่เกิน 6 ปี

          สช. โดยกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ ได้ดำเนินการยกร่าง 1) ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. …. และ 2) ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. …. ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยมีสาระสำคัญในประกาศฯ ทั้ง 2 ฉบับ ดังนี้

  1. ยกเลิกประกาศฯ ฉบับเดิม ทั้ง 2 ฉบับ
  2. วิธีการพิจารณาการให้กู้ยืมเงิน/ยืมเงินให้แต่ละโรงเรียนไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อให้นำไปบริหารกิจการโรงเรียน โดยการกู้ยืมเงิน/ยืมเงิน ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารโรงเรียน
  3. เกณฑ์การพิจารณาให้กู้ยืมเงิน/ยืมเงิน
  4. การกู้ยืมเงิน ให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 และการยืมเงิน ให้ปลอดดอกเบี้ย
  5. การเบิกจ่ายเงินกู้ยืม/เงินยืม ให้ใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชี ธ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่โรงเรียนใช้สำหรับรับเงินอุดหนุนรายบุคคลโดยตรง (โรงเรียนเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมธนาคารในการโอนเงิน)
  6. การผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืม/เงินยืม ให้ชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี โดยชำระเป็นรายเดือน หรือ รายไตรมาส แล้วแต่กรณี
  7. วิธีการชำระหนี้เงินกู้ยืม/เงินยืม ให้หัก ณ ที่จ่ายจากวงเงินอุดหนุนรายบุคคลที่ได้รับ กรณีที่ไม่สามารถหัก ณ ที่จ่าย ให้ผู้กู้ยืมเงินหรือผู้ยืมเงินชำระโดยโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบแทน

เห็นชอบ การปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา

         ตามที่มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2545 ที่รัฐให้การอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา (ระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6) และประเภทอาชีวศึกษา (ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)) ในรูปของเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายบุคคล โดยเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายบุคคลในปัจจุบัน ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน (อัตราเดียวกับภาครัฐ) เงินสมทบเป็นเงินเดือนครู (คำนวณเป็นอัตราเฉลี่ยต่อหัวนักเรียน) และเงินอุดหนุนสมทบเป็นค่าธรรมเนียมการศึกษา

          และมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 เพิ่มอัตราอุดหนุนสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนประเภทสามัญฯ เพื่อประกันรายได้ครูให้ได้รับเงินเดือนเท่ากับฐานเงินเดือนขั้นต่ำของรัฐ (ปรับจากฐานเงินเดือนเดิม 14,300 บาท เป็น 15,050 บาท เพิ่มขึ้น 750 บาท) ระดับอนุบาล – ประถมฯ เพิ่ม 360 บาท/คน/ปี ม.ต้น – ม.ปลาย เพิ่ม 450 บาท/คน/ปี (750 x 12 ÷ 20 = 450 บาท)

         จากสภาพดังกล่าวส่งผลให้อัตราอุดหนุนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษามีความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน คือ อัตราอุดหนุนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา ต่ำกว่า อัตราอุดหนุนนักเรียนในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 450 บาท/คน/ปี  เนื่องจากโรงเรียนอาชีวศึกษาย้ายไปสังกัด สอศ. ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งไม่ได้เสนอปรับอัตราอุดหนุนพร้อมนักเรียนสังกัด สช.

          สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้เสนอการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคล ในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครู สำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ให้ได้รับเท่ากับการอุดหนุนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อประกันรายได้ครูโรงเรียนเอกชนให้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนด โดยปรับอัตราจาก 8,582.50 บาทต่อคนต่อปี เป็น 9,032.50 บาท ต่อคนต่อปี ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 97,419,600 บาทต่อปี (จำนวนนักเรียน 216,488 คน ข้อมูล ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2563) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ มอบสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เสนอกระทรวงศึกษาธิการพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป

เห็นชอบ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเฉพาะกิจ เพื่อตรวจสอบการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นที่มีลักษณะแสวงหากำไรเกินสมควร

         เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเป็นจำนวนมากว่า มีโรงเรียนเอกชนบางแห่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นในอัตราที่สูงมาก และรายการที่จัดเก็บไม่ชัดเจน เป็นการแสวงหากำไรเกินสมควร และบางรายการเป็นภาระแก่ผู้ปกครอง ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อน โรงเรียนปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ทำให้ผู้ปกครองขอค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นคืน นั้น

         สช. จึงได้มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจการจัดการเรียนการสอนระหว่างปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษและการคืนเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาให้แก่ผู้ปกครองถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนในระบบ และมีหนังสือซักซ้อมการจัดทำประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนกำหนด เพื่อให้โรงเรียนเอกชนในระบบถือปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสถานศึกษาเอกชนจังหวัด และโรงเรียนเอกชน

          นอกจากนี้ สช. ยังพบปัญหาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ดังต่อไปนี้

  1. สช. ไม่ได้สร้างระบบให้โรงเรียนในต่างจังหวัดส่งประกาศค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นให้สำนักงานส่วนกลาง เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ว่าให้โรงเรียนจัดส่งให้กับผู้อนุญาต นั่นคือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตการศึกษาในพื้นที่ นั้นๆ
  2. โรงเรียนไม่ได้ส่งประกาศค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นตามกำหนด
  3. โรงเรียนกำหนดรายการจัดเก็บตามอิสระและบางรายการจัดเก็บในอัตราที่สูงจนเป็นภาระแก่ประชาชน
  4. สช.ไม่มีหลักเกณฑ์รองรับในเรื่องดังกล่าว ไม่มีการกำหนดรายละเอียด รายการค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นว่าแต่ละรายการมีเนื้อหาครอบคลุมรายการใดบ้าง และสามารถจัดเก็บรายการใดได้บ้าง เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าสมาชิกชมรม/สมาคมผู้ปกครอง ค่าบำรุงอาคารสถานที่ และรายการอื่นๆที่ไม่สามารถระบุค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน เป็นต้น

         ดังนั้น สช. จึงเสนอที่ประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเฉพาะกิจ เพื่อตรวจสอบการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นที่มีลักษณะแสวงหากำไรเกินสมควร จำนวน 9 คน โดยให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น หากเห็นว่ามีโรงเรียนใดที่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯที่มีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรเกินสมควร ให้โรงเรียนชี้แจงภายใน 15 วัน และหากเห็นว่าโรงเรียนใดจำเป็นต้องสั่งให้ลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในรายการใด ก็ให้เสนอ สช. เพื่อพิจารณาต่อไป

          ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการได้จัดทำปฏิทินกำหนดวันและเวลาในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประจำปี 2564 โดยนัดหมายการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 2/2564 ในวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ฐิติวัจน์ ชัยกิมานนท์ / ภาพ

ประกาย ศรีจันทึก / ข่าว

ประชาสัมพันธ์ สช.

https://www.pourhauslakewood.com